7 วิธี ที่จะทำให้คุณเลิกเป็นคน คิดเล็ก คิดน้อย

คุณอาจจะคิดว่า “พอได้แล้วน่า…ตัดสินใจซะทีเถอะ” แต่พอผ่านไปแค่ไม่กี่นาที ความลังเลและหวั่นวิตกก็เริ่มจู่โจมเข้ามาเรื่อยๆ แม้คุณจะพยายามสร้างภูมิคุ้มกันความรู้สึกเหล่านี้บ้างแล้วก็ตาม

ทุกคนคงเคยผ่านสถานการณ์แบบนี้มาแล้ว และมีวิธีรับมือที่ต่างกันออกไป ซึ่งจากเว็บไซต์ Quora ที่มีคนไปตั้งคำถามว่า “ฉันควรแก้นิสัยคิดมากนี้ยังไงดี?” ซึ่งมีผู้คนมากมายที่มาแชร์วิธีของตัวเองและร่วมโหวตคำตอบที่สร้างสรรค์ที่สุด ต่อไปคุณจะได้รู้วิธีหยุดนิสัยนี้ได้อย่างถาวร!

1.สังเกตความคิดของตัวเอง

ส่วนสำคัญที่สุดของการทำสมาธิคือ การปล่อยให้ความคิดของคุณลอยผ่านไป แทนที่จะไปยึดติดอยู่กับมันหรือพยายามที่จะหยุดคิดมัน
การฝึกสมาธิแบบเจริญสติ (Mindfulness Meditation) เป็นสิ่งที่ช่วยให้คุณ หยุดหมกมุ่นกับเรื่องในอดีตได้ โดยให้คุณลองสังเกตการณ์ความคิดของตัวเอง แทนที่จะลงไปหมกมุ่นอยู่กับมัน

สตีฟ จอบส์ เองก็เคยอธิบายเกี่ยวกับวิธีการเช่นเดียวกันนี้ให้ วอลเตอร์ ไอแซ็กซัน ผู้เขียนชีวประวัติของเขาฟัง ดังนี้

“ลองนั่งอยู่เฉยๆ แล้วสังเกตความคิดของตัวเองดู คุณจะรู้เลยว่าความคิดมันไร้ขอบเขตจริงๆ และเวลาที่คุณพยายามทำให้มันนิ่ง ก็มีแต่จะแย่ลงเท่านั้น แต่จิตใจของคุณจะสงบลงเองเมื่อเวลาผ่านไปสักพัก และเมื่อจิตใจของคุณสงบแล้วมันก็จะมีที่ว่างในการรับฟังสิ่งที่ละเอียดอ่อนยิ่งขึ้น”

2.เขียนความคิดของตัวเอง

อีกวิธีนึง ที่จะช่วยหยุดความคิดฟุ้งซ่านของคุณ ก็คือ การระบายให้กับคนที่มีมุมมองวิธีคิดแตกต่างไปจากคุณได้ฟัง หรือจะใช้วิธีเขียนระบายความคิดของตัวลงไปในกระดาษแทนก็ได้ เพราะการเขียนทำให้เราคิดอย่างเป็นระบบขึ้นมาก ถ้าคุณเก็บความคิดเหล่านั้นไว้แต่ในหัว นอกจากมันจะไปสุมกันจนเป็นภูเขาเลากา มันยังทำให้คุณวนกลับมาคิดเรื่องเดิมซ้ำอยู่อย่างนั้นไม่จบสิ้น

3.กำหนดช่วงเวลาสำหรับ “การหยุดใช้ความคิด”
การกำหนดโซน “หยุดใช้ความคิด” ช่วยห้ามไม่ให้คุณหมกมุ่นกับปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไป เช่น การไม่คิดเกี่ยวกับเรื่องยากๆ หลังเวลาสองทุ่มเพื่อไม่ให้มันมารบกวนเวลานอนหลับ

Amy Morin ซึ่งเป็นทั้งนักสังคมสงเคราะห์และนักเขียน ได้แนะนำวิธีที่ใกล้เคียงกันไว้ในคอลัมน์หนึ่งของ Psychology Today ว่าให้แบ่งเวลาไว้ประมาณ 20 นาทีต่อวัน สำหรับการสะท้อนความคิดของตัวเอง

“ภายในยี่สิบนาทีนี้ ปล่อยให้ตัวเองวิตกกังวล ครุ่นคิด ฟุ้งซ่านได้เต็มที่ตามต้องการ แล้วพอหมดเวลา ก็ให้เปลี่ยนไปทำสิ่งอื่นที่มีประโยชน์กว่า ถ้าคุณเริ่มคิดมากนอกช่วงเวลาที่กำหนดไว้เมื่อไหร่ ก็ให้เตือนตัวเองว่า ค่อยเอาเก็บไปคิดในช่วงเวลาที่กำหนดดีกว่า”

4.เบี่ยงเบนความคิดของตัวเอง

ฟังดูง่ายๆ แต่ที่จริงการจดจ่อกับสองสิ่งไปพร้อมกันนี่มันยากนะ ลองออกกำลังกายหรือเล่นเกมดูเมื่อรู้ตัวว่าตนเองกำลังคิดมาก เพื่อสร้างสมดุลระหว่างอารมณ์และร่างกาย

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็เห็นด้วยกับวิธีนี้ Stepher S. Ilardi ผู้เขียนหนังสือเรื่อง The Depression Cure กล่าวกับ Fox News ว่า วิธีแก้การคิดมากคือ ให้หากิจกรรมที่เบี่ยงเบนความสนใจของคุณ ซึ่งควรเป็น “กิจกรรมที่ใช้ทั้งร่างกาย ความคิด และการร่วมเล่นกับผู้อื่น เช่น เทนนิส หรือการเดินเที่ยวกับเพื่อนสักคน”

5.โฟกัสที่สิ่งที่ทำได้ในปัจจุบัน
อีกหนึ่งวิธีแก้นิสัยคิดมากก็คือ เลิกคิดแล้วลงมือทำ อย่าไปโฟกัสในสิ่งที่คุณต้องทำ สิ่งที่ยังไม่ได้ทำ หรือแม้แต่สิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว แต่ให้พุ่งความสนใจไปในที่สิ่งที่สามารถทำได้ในปัจจุบันก็พอ ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กแค่ไหนก็ตาม แล้วก็ลงมือทำมันซะ

Bob Migliani ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Embrace of the Chaos เขียนลงในหนังสือพิมพ์ The Huffington Post ว่า เขามักจะเปลี่ยนความกังวลใจเกี่ยวกับอนาคตให้กลายเป็นการกระทำที่จับต้องได้ “ทุกครั้งที่ผมเริ่มกังวลในเรื่องที่ยังมาไม่ถึง ผมจะลุกจากที่ที่นั่งอยู่ เดินไปที่คอมพิวเตอร์และลงมือเขียนหนังสือของผมต่อ” เขากล่าว

6.เคารพความคิดเห็นของตัวเอง
เหตุที่คุณยังคงคิดมากจนไม่ยอมตัดสินใจ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะคุณไม่เชื่อว่าตัวเองจะตัดสินใจเลือกสิ่งที่ถูกต้อง จงเรียนรู้ที่จะเคารพความคิดเห็นของตัวเอง ยิ่งคิดมากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งลังเลในความคิดของตัวเองมากเท่านั้น

7.คุณสามารถเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจที่ผิดพลาดได้
เป็นเรื่องปกติที่จะกังวลว่าคุณเลือกงานผิด แต่งงานกับคนที่ไม่ใช่สำหรับตัวเอง หรือแม้แต่ขับรถกลับบ้านผิดทาง แต่ความผิดพลาดก็ไม่ได้นำไปสู่หายนะเสมอไป แถมยังเป็นโอกาสให้ได้เรียนรู้และเติบโตขึ้นด้วย

นักข่าวชื่อดัง Kathryn Schulz เคยขึ้นไปพูดบนเวที TED Talk เธอกล่าวว่า “การตระหนักได้ว่าตัวเองทำอะไรพลาดแล้วปรับมุมมองการมองโลกใหม่ได้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ๆ ”

“การคิดมากมักเป็นเพราะคุณคิดว่ามันเป็นการตัดสินใจครั้งสุดท้ายของคุณ เปลี่ยนแปลงไม่ได้และต้องถูกต้องเท่านั้น ซึ่งจริงๆ แล้ว คุณไม่ต้องกังวลกับความผิดพลาดเลย และให้เข้าใจไว้ว่าความคิดเห็นหรือความรู้ของคุณนั้นมันเปลี่ยนแปลงได้เสมอตามกาลเวลา แล้วคุณจะรู้สึกสงบและเป็นอิสระจากภายในอย่างแท้จริง”

ขอบคุณ sumrej

“คนที่น่าอิจฉาไม่ใช่คนที่รวยที่สุด แต่คือคนที่มีความสุขที่สุด ไม่ว่าเขาคนนั้นจะจนหรือจะรวย”

ไม่เคยมีใครที่เกิดมาแล้วไม่มีความทุกข์
แต่เมื่อเรามีความทุกข์ ความท้อแล้วนั้น
สุดท้ายแล้วเราจะจัดการมันได้อย่างไร
ความทุกข์ที่คนส่วนใหญ่ทุกวันนี้เป็น
ก็เห็นจะหนีไม่พ้นทุกข์จากการทำงาน
จะรวยหรือจะจนทุกคนก็มีความทุกข์ได้
คนที่มีรายได้น้อยหน่อยก็ทุกข์คิดมาก
ทำไมต้องตื่นเช้า ทำไมเราลำบากไม่เหมือนคนอื่น
ทำไมเราไม่มีเงิน ทำไมเราไม่มีรถ
ทำไมเดือนนี้ไม่พอใช้ ทำไมเราเกิดมามีกรรม
ส่วนที่มีฐานะก็ทุกข์อีกเช่นกัน
ทำไมปีนี้รายได้น้อยกว่าเดิม
ทำไมยอดขายไม่เป็นไปตามเป้า
ทำไมธุรกิจใหม่ที่ทำยังไปได้ไม่ดี
และอีกหลายๆคำว่าทำไม ทำไม และทำไม
.
สำหรับคนที่มีรายได้น้อย เอาจริงๆ ก็คง
ต้องมาปรับมุมมองใหม่ เวลาที่เราเสียไปกับ
คำว่าทำไมเราลำบาก ทำไมเรามีกรรม
เอามาพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น ลองคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ
ให้สิ่งที่เราทำอยู่นั้นแตกต่างจากคนอื่นๆ
และอย่าลืมไปว่าคำว่าทำไมยิ่งมีมากขึ้นเท่าไหร่
มันยิ่งทำให้เราทำงานได้ช้า
อย่าลืมว่าเรายังมีคนข้างหลังที่ต้องหาเลี้ยง
และรอคอยเราอยู่ และคนข้างหลังนี่แหละ
ที่จะทำให้เรามีความสุขได้อย่างแท้จริง
.
ส่วนคนที่มีฐานะอยู่แล้วก็ต้องอย่ามองที่จะเดิน
ไปข้างหน้า หายอดขาย หาแต่รายได้
อย่าลืมว่ามีคนที่เค้าเดินช้ากว่าเราอีกเยอะ
เราเดินช้าลงบ้าง และหันกลับมามองคนข้างหลังบ้าง
และถามตัวเองว่าทุกวันนี้ที่เราหาเงินมานั้น
เราเอาไปเติมความสุขให้กับตัวเองบ้างไหม
บางคนทำงานจนลืมดูแลตัวเอง ลืมดูแลคนข้างหลัง
บางทีคนที่เรารักอาจไม่ได้ต้องการแค่เงินทอง
แต่เค้าอาจจะต้องการเวลา ความอบอุ่น หรือความรัก ก็เป็นได้
.
“คนที่น่าอิจฉาไม่ใช่คนที่รวย แต่คือคนที่มีความสุขไม่ว่าเขาคนนั้นจะจนหรือจะรวย”

ขอบคุณ Narai Property

 

ทุกข์ใจกับลูก กรรมใดใครทำถึงเกิดมาร้ายกาจกับพ่อแม่

เกิดมาเจอลูกที่คอยเถียง ว่าร้ายพ่อแม่ ไม่เชื่อฟัง หรือจะเป็นกงกรรมกงเกวียน สิ่งที่เราเคยทำตอนเด็ก ๆ กับพ่อแม่กลับมาเจอลูกร้ายใส่ทำให้ทุกข์ใจกับตัว ถึงกับน้ำตาตกร้องไห้ทุกวันกับพฤติกรรมที่เอาไม่อยู่ของผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่า “ลูก” ตัวเอง

ในเรื่องนี้ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด การเกิดมาเป็นพ่อแม่ลูกกันนั้น ล้วนเกิดมาผูกพันด้วยกฏแห่งกรรมทั้งสิ้น!! แต่ก็ไม่ควรเข้าใจไปว่าเรื่องใด ๆ ที่เจอจะมาจากกรรมเก่าเพียงอย่างเดียว เพราะเหตุที่แท้จริงแล้วมีปัจจัยหลากหลายที่ทำให้ต้องทุกข์ใจกับลูกมากมาย เช่น การเลี้ยงดูของครอบครัว อิทธิพลของพ่อแม่ที่ส่งผลต่อพฤจิกรรมลูก สภาพสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงอุปนิสัยของตัวลูกเองที่สมมานานนับชาติไม่ถ้วน ที่พร้อมจะแสดงออกได้เมื่อมีปัจจัยกระตุ้น

พ่อแม่ที่เลี้ยงลูกแบบเป็นเทวดา ตามใจจนเคยตัว ให้จนเคยใจ ทำให้ไม่รู้จักกับความลำบาก จนทำอะไรไม่เป็น ได้แต่เรียกร้องเอาจากพ่อแม่หรือให้พ่อแม่คอยทำให้ตลอดเวลา ไม่เคยรู้จักหน้าที่รับผิดชอบอะไรในฐานะสมาชิกของครอบครัวที่ต้องคอยช่วยเหลือดูแลกัน ไม่มีระเบียบวินัยที่นำไปสู่ความรู้จักหน้าที่ของตนในสังคมรอบตัว

อีกประการหนึ่งคือพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกแบบเจ้าระเบียบเข้มงวดเกินไป จนลูกกระดิกตัวไปไหนไม่ได้ มีความรู้สึกกดดัน ที่ต้องคอยฟังคำสั่งของพ่อแม่ ไม่สามารถแสดงความคิดเห็น ทำให้ลูกมีชีวิตที่ตกอยู่คล้ายทาสที่มีเจ้าชีวิตคอยบงการ ซึ่งต้องเป็นไปตามสิ่งที่พ่อแม่คาดหวังหรือวางแผนให้เดินตามไป ด้วยมองเห็นแค่ความหวังของตัวเองหรือความหวังดีที่เข้าใจผิดว่าลูกจะเติบโตได้ดีในอนาคตหากเชื่อตามพ่อแม่ ซึ่งทำให้ลูกขาดอิสระทั้งความคิดและการใช้ชีวิต ทำให้ลูกมองหาทางออกในด้านอื่นหรือประพฤติตนในทางไม่ดีเพื่อต่อต้านพ่อแม่ เสียคน เสียสติ ติดยา ฯลฯ

แม้กรรมเก่านั้นเราจะแก้ไขไม่ได้ แต่ในปัจจุบันยังมีแนวทางที่สามารถแก้ไขได้

เมื่อพบว่าการเลี้ยงดูลูกไม่ได้เป็นตามที่กล่าวมา ต้องมาพิจารณาดูว่าถ้าพ่อแม่เลี้ยงดูลูกดีเหมาะสมแล้ว เหตุใดลูกถึงยังสร้างความกังวลทุกข์ใจให้อีก อาจจะต้องมองว่าที่ลูกโมโหเกรี้ยวกราดนั้นมาจากอะไร คนที่เกรี้ยวกราดส่วนใหญ่เพราะถูกขัดใจ เหตุที่เราขัดใจลูกเพราะอะไร สมเหตุสมผลหรือเปล่า ถ้าเป็นไปตามแบบที่ไม่เข้าข้างตัวเองว่าเราขัดใจลูกโดยสมควรแก่เหตุ แต่ลูกไม่ยอมรับเหตุผล ก็ให้ทราบว่าอาจจะเกิดจากนิสัยที่ลูกอาจได้มาจากการคบเพื่อนไม่ดี การแก้ไขคือ พยายามดึงลูกออกมาจากเพื่อนพาลก่อนที่จะแก้ไขหรือปรับตัวไปยากกว่านี้

ทั้งนี้หนทางทุกอย่างอาจต้องใช้เวลาและค่อย ๆ ปรับหาทางแก้ไขให้เหมาะสมกับตัวเด็กด้วย เพราะไม่มีใครหรืออะไรอยู่ภายใต้อำนาจบังคับของใครได้อย่างแท้จริง อย่าด่าทอว่าหรือทำร้ายลูกด้วยวิธีรุนแรง เปิดโอกาสให้ลูกได้แสดงความคิด คุยกับลูกด้วยเหตุผล แสดงความเห็นอกเห็นใจและให้อภัย รวมถึงอาศัยการให้อภัยด้วยการไม่ผูกกรรมด้านดำเพิ่ม แต่ให้ผูกกรรมด้านขาวซึ่งเป็นกรรมดีไว้ หมั่นไหว้พระสวดมนต์ เจริญเมตตากรุณาให้ลูกเนืองๆ ตั้งใจสมาทานประพฤติศีลอย่างมั่นคง กาเพียรเจริญกุศลทุกชนิดอย่างต่อเนื่อง ย่อมได้อานิสงส์แห่งบุญที่มีกำลังปัดเป่าเรื่องร้ายให้คลายลงได้ และไม่ว่าลูกที่เกิดมานั้นจะเป็นอย่างไร คนเป็นพ่อแม่ทุกคนก็พร้อมที่จะยอมรับเลี้ยงดู สร้างให้ลูกดี ทำให้ลูกนั้นมีความสุข หากพ่อแม่พยายามเป็นแบบอย่างให้ดีแล้ว ไม่ว่าอย่างไรลูกก็จะซึมซับสิ่งที่ดีจากพ่อแม่เอง.

ที่มา www.palungjit.org

ถ้าเป็นคน “เข้าใจ” ชีวิตง่าย…จะอยู่บนโลกได้ไม่ยาก

ทุกสิ่งอย่าง..ที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องนั้น
มันเป็นของเรา หรือเราเป็นของมัน

ไม่ว่าจะเป็นผู้คน ทรัพย์สมบัติ หรือสิ่งอื่นใดก็ตาม
มันมิได้เป็นฝ่ายถูกกระทำอย่างเดียว หากยังกระทำต่อเราด้วย

สิ่งใดก็ตาม..
หากเรายึดว่าเป็น“ของเรา”เมื่อใดแล้ว
มันก็จะมีอิทธิพลต่อเราทันที
จนเราต้องกลายเป็น“ของมัน”ไปเลยก็มี

บางที ก็อาจขะยอมตายเพื่อรักษามันเอาไว้
ถ้ามันเกิดมีอันเป็นไป เสียหาย เสื่อมทรุด หรือสูญไป
เราก็อาจล้มทรุดไปด้วย ถึงกับหมดสติเสียสติไปเลยก็มี

หากคิดจะมี เราก็คงต้องพร้อมและยอมรับ
เมื่อต้องสูญเสียหรือจากมันไป
จึงจะเรียกได้ว่า . “สุขได้เพราะเข้าใจชีวิต”

ชีวิตของคนเราก็เหมือนกับการเดินทางอยู่บนถนนสายหนึ่ง

ที่ไม่รู้ว่าจุดหมายปลายทางนั้นคือที่ใด

ระหว่างทางจะต้องพบเจออะไรบ้าง

คงมีผู้คนมากมายที่รอคอยการมาเยือนของเราอยู่

ผู้คนที่มากหน้าหลายตา

ทั้งดีและร้ายปะปนกันไป

ทั้งที่ทำให้เรารู้สึกรัก รู้สึกดี รู้สึกไม่ดี

หรืออาจจะไม่ได้รู้สึกใดๆ ต่อกันเลยก็ตาม

แต่ให้จำไว้ว่า…

“ไม่มีใครที่จะเดินทางไปกับเราได้ตลอดทั้งชีวิต”

มีเพียงแค่คนที่จะเดินทางไปกับเราเพียงแค่ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของชีวิตเท่านั้น

อาจจะสั้นหรือยาวไม่เท่ากัน

อย่างเช่น พ่อ-แม่ที่เป็นคนแรก

ที่ได้เดินทางมาพร้อมกับเราจนถึง ณ วันนี้

แต่เมื่อถึงจุดๆ หนึ่ง

พวกท่านก็คงจำต้องยอมปล่อยมืออำลา

ไปตามวาระสังขารของชีวิต

แล้วหลังจากนั้นล่ะ

ใครจะเป็นคนที่จะยินดีและพร้อมที่จะเดินทางต่อไปกับเรา

บนถนนที่ไม่มีความแน่นอนสายนี้

หรืออาจจะเป็นคนๆ นั้น

คนที่คุณอยากเรียกเขาว่า “คู่ชีวิต”

แต่ไม่ว่าคุณจะมีคู่ชีวิตหรือไม่ คุณก็ต้องเดินทางต่อไป
.

ถ้าเหนื่อยก็พัก…แต่โปรดอย่าเดินถอยหลัง

และจงเก็บเกี่ยวความสุขระหว่างทางไว้ให้มากๆ

ขอเพียงแค่มีความสุขกับวันเวลาที่ผ่านไปในแต่ละวัน

ก็ไม่เห็นมีอะไรบนโลกนี้ที่เราจะต้องรู้สึกเสียดาย

ในการเดินทางนั้น

บางคนอาจต้องเดินเท้าเปล่า

หรือบางคนอาจจะดีหน่อยที่มีรองเท้า

ก็เปรียบเหมือนกับพื้นฐานชีวิตของแต่ละคน

ที่เติบโตมาจากต่างที่ต่างฐานะกัน

แต่รู้ไหมรองเท้านั้นเป็นเพียงแค่ของนอกกาย

ใส่ไว้ก็เพียงแค่รู้สึกสบายเท้า

แต่ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีว่าคนๆนั้น

จะสามารถเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางที่ดี

และพบแต่ความสุขได้เสมอไป
.
สิ่งที่สำคัญ คือ พลังใจของผู้เดินทางว่ามีมากน้อยแค่ไหน

หรืออาจเปรียบเทียบได้อีกอย่างหนึ่งว่า…

ทั้งความสุขและความทุกข์ก็เปรียบเสมือนขาแต่ละข้างของเราเอง

ขาข้างที่เป็นความสุขก็จะให้แต่ในสิ่งที่เราพอใจ

ส่วนขาข้างที่เป็นความทุกข์ก็มักจะสร้างปัญหาและความหนักใจให้

แต่อย่าลืมว่าก็เพราะปัญหานี้ไม่ใช่หรอกหรือที่ได้สอนอะไรเราหลายๆ อย่าง

เมื่อขาข้างที่เป็นปัญหาก้าวผ่านไปได้ ขาข้างที่มีความสุขก็จะตามมาเอง

ดังนั้น ความสุขในชีวิตที่แท้จริงจึงไม่ใช่แค่การวิ่งไล่หาความสุขเพียงอย่างเดียว

แต่คือการอยู่อย่างเข้าใจในชีวิต กล่าวคือ

“เข้าใจตัวเราเอง เข้าใจผู้อื่น เข้าใจโลก เข้าใจความจริงที่เป็นไป”

ขอบคุณข้อมูล คิดเป็น.com

ภาพทุกอย่างจะชัดเจนขึ้น ในวันที่เรามีความ “ลำบาก”

-คนนึงหลงลืมเราไป แต่คนนึงยังนึกถึงเรา
-คนนึงมองข้ามเราไป แต่คนนึงกลับมองเห็นเรา
-คนนึงเมินเฉยอย่างไม่มีเยื่อใย แต่คนนึงคอยให้ความสำคัญ
-คนนึงไม่เคยเห็นใจ แต่คนนึงช่วยเหลือทุกอย่างเท่าที่จะช่วยได้
-คนนึงไม่เคยรับฟังอะไร แต่คนนึงยอมเปิดใจที่จะรับฟัง
-คนนึงตีตัวออกห่างวันที่เราหมดผลประโยชน์ แต่คนนึงยื่นมือมาช่วยทุกทางทั้งๆที่ไม่ได้ประโยชน์จากเรา
-คนนึงปฎิเสธเราทุกทาง แต่คนนึงให้การยอมรับและสนับสนุนเราทุกอย่าง
-คนนึงช่วยได้สบายๆแต่ไม่ช่วย แต่คนนึงยอมลำบากเพื่อช่วยเรา
-คนนึงดีแต่พูด รับปากแต่ไม่เคยทำ แต่อีกคนทำจริงแต่ไม่พูด
-คนนึงไม่รักษาสัญญา แต่คนนึงรักษาคำพูด
-คนนึงคอยสมน้ำหน้า แต่คนนึงคอยให้กำลังใจ

-คนนึงรอวันที่เราล้มแล้วเหยียบซ้ำ แต่อีกคนคอยรอดูวันที่เราประสบความสำเร็จแล้วดีใจไปกับเรา
.
คงไม่ต้องบอกว่าคนประเภทไหนที่มีค่ากับชีวิตของเรา และเราควรรักษาเค้าไว้ให้นานที่สุด อย่าไปเสียใจกับความจริงที่ได้เจอ แต่จงดีใจที่เวลา อุปสรรค และความลำบากในวันนี้ช่วยกลั่นกรองให้เหลือแต่คนดีๆที่จริงใจกับเราเท่านั้น ทำให้ได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร และยอมตัดใจที่จะสูญเสียคนบางคนที่ไม่ดีจริงออกไปจากชีวิตอย่างไม่รู้สึกเสียดายซักนิดเดียว

ชีวิตคนเรามักจะมีอยู่ช่วงเวลานึงที่ควรจดจำ ก็คือวันที่เรากำลังล้มลุกคลุกคลาน หรือต่อสู้กับอะไรซักอย่างที่มันยากเย็นกว่าจะก้าวข้ามผ่านมันไปได้ ให้สังเกตดูเล่นๆว่ามีซักที่คนมองเห็นเรา และมีกี่คนที่มองข้ามเราไป เวลานี้แหละเป็นจังหวะที่พีคที่สุดในการเขียนประวัติศาสตร์ชีวิต เพื่อที่จะเก็บไว้เป็นข้อเตือนสติ เตือนใจในวันข้างหน้า เผื่อวันใดวันนึงมีโอกาสได้มองย้อนกลับมา เราจะได้รู้ว่าเราควรจดจำใครเพื่อขอบคุณเค้า หรือ ควรจะลืมใครเพื่อจะได้ไม่ต้องรู้จักกันอีกเลย

ผูกสิ่งที่เป็นประโยชน์ ดีกว่า…ผูกโกรธ ไว้ใน.. ‘ใจ’

เวลาโกรธ เกลียด เคียดแค้นใคร
เพราะเขาทำกับเราไว้เยอะ
‘ใจ’ เรามันเดือดพล่าน
ยิ่งกว่า…คนนั้น เสียด้วยซ้ำ
แล้วทำ…ทำไม

พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้
ชนเหล่าใด เข้าไปผูกเวรว่า “คนนี้ได้ด่าเรา ได้ฆ่ๅเรา
ได้ชนะเรา และได้ลักสิ่งของของเราไป”
เวรของชนเหล่านั้น ย่อมไม่สงบระงับ
พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่นางยักษ์ชื่อกาลี
และหญิงคนหนึ่ง ดังนี้
“เพราะว่าในกาลไหนๆ เวรทั้งหลายในโลกนี้ ย่อมไม่สงบระงับด้วยเวร (เวรนั้นนอกจากจะไม่สงบระงับ
แล้วยังกลับเพิ่มพูนเวรต่อกันให้มากขึ้น
เปรียบเหมือนการใช้น้ำสกปรก
ชำระล้างสิ่งสกปรกก็ยิ่งเพิ่มพูนความสกปรกมากขึ้นฉะนั้น)

แต่เวรทั้งหลายย่อมสงบระงับด้วยการไม่จองเวร (หมายถึงธรรมคือขันติ(ความอดทน)
เมตตา(ความรัก)
โยนิโสมนิการ(การพิจารณาโดยแยบคาย)
และปัจจเวกขณะ(การพิจารณา)

นี้เป็นธรรมเก่า (หมายถึงเป็นทางปฏิบัติเพื่อสงบระงับเวร
ที่ประพฤติสืบๆ กันมาของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า
และพระขีณาสพ)
พระไตรปิฎก ฉบับมหาจุฬาฯ (ภาษาไทย)
เล่มที่ ๒๕ ข้อ ๓-๕ หน้า ๒๔-๒๕

จุดมุ่งหมายของการปฏิบัติธรรมคือ
การรักษา ‘ใจ’
ให้เป็นปกติ
ไม่เหวี่ยง ไหว แกว่งไกว กระเพื่อม
กับสิ่งที่ได้ ‘รับรู้’
ผ่านเข้ามาทาง
ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
เพื่อการอยู่ในชีวิตประจำวัน ทุกวัน
ตลอดเวลาที่ใช้ชีวิตในโลกใบนี้
ให้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง
และผู้อื่น

สุขได้ ถ้ารู้ว่า.. “อันไหนควรถือ อันไหนควรวาง”

บางคน…ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า
พรุ่งนี้จะเอาเงินที่ไหน ให้ลูกไปโรงเรียน

บางคน…ไม่เคยรู้เลยว่า
รสชาติการนอนหลับบนเตียงนุ่มๆในห้องแอร์มันเป็นยังไง

บางคน…ลูกร้องอยากกินไก่KFC ยังติดลูกมาเป็นปีๆ

ส่วนบางคน…

ไม่ต้องทำอะไร
มีหน้าทีเรียนอย่างเดียว พ่อแม่ส่งเงินให้ใช้
กลับโพสต์ลงเฟสบุ๊คว่า….เรียนเหนื่อยจัง

บางคน…พ่อแม่ปูทางประเคนให้ทุกอย่าง
กลับบ่นว่าชีวิตทำไมมันยากเย็นขนาดนี้

บางคน…นั่งทำงานในห้องแอร์แท้ๆ
แต่บ่นทุกครั้งที่เจอว่า….งานหนักฉิบหาย

เด็กบางคนสมัยนี้
แค่แบตโทรศัพท์จะหมดก็เหมือนจะขาดใจตาย
ไม่มีwifi…..ชีวิตเหมือนตายไปแล้วครึ่งตัว!

ลองหันไปรอบตัวคุณดูครับ
มีคนที่เขาลำบากกว่าเราเยอะ มีคนที่เขาทุกข์กว่าเราเยอะ
มีคนที่เขาต้นทุนต่ำจนติดลบกว่าเราอีกมากมาย

ขับรถเก๋งไปมหาลัย นอนห้องแอร์เรียนห้องแอร์
แล้วโพสต์ลงเฟสบุ๊คว่าเรียนเหนื่อย
มันฟ้องว่าน้อง…กระจอกขนาดไหน

ทำงานในห้องแอร์แล้วบ่นว่าชีวิตแสนแย่
มันคือการดูถูกตัวเองอย่างรุนแรง

เราบ่นว่าชีวิตเราไม่ดี…แล้วคนเหล่านี้ จะมีอะไรให้บ่น?

จงจำไว้ว่าในขณะที่คุณไม่พอใจชีวิตตัวเอง
มีคนอีกไม่น้อย อยากมีชีวิตแบบคุณ!

สุขได้ ถ้ารู้ว่า อันไหนควรถืออันไหนควรวาง
อันไหนควรคิด อันไหนไม่ควรคิด

ขอบคุณข้อมูลจาก – สิริทัศน์ สมเสงี่ยม –

8เรื่องที่ควรคิด…(ฝากไว้ให้คิดเพื่อเพิ่มความสุขให้ตนเอง)

1. เราเกิดมาทำไม หน้าที่ของมนุษย์คืออะไร
ทุกวันนี้เราได้ทำหน้าที่ของความเป็นมนุษย์แล้วหรือยัง ?

2. ไม่มีใครสมบูรณ์แบบก็จริง และทุกคนต้องมีข้อดีข้อเสียก็จริง แต่ในเมื่อรู้แล้วว่าตนเองมีข้อเสียอะไร ทำไมยังยอมให้ข้อเสียนั้นอยู่ในตัวเรา เมื่อรู้ตัวว่าชอบนินทา ทำไมไม่เลิกนิทนา เมื่อรู้ตัวว่าชอบโอ้อวด ทำไมไม่เลิกโอ้อวด เมื่อรู้ตัวว่าเป็นคนขี้เกียจ ทำไมไม่เลิกขี้เกียจ นี่คือคำถามที่เราต้องถามกับตนเองบ่อยๆ เพื่อที่ว่าเราจะลด ละ เลิกความเลวที่มีในตน มนุษย์ทุกคนสามารถพัฒนาตนเองได้ หรือเราจะยอมเป็นคนแบบนี้ไปจนตาe!

3. เราไม่ได้เกิดจากกระบอกไม้ไผ่ และไม่ได้กินอากาศเป็นอาหาร ใครมีบุญคุณกับเรา ใครเลี้ยงดู ให้ความรู้ ให้โอกาส ให้การอบรมสั่งสอน กว่าจะมีวันนี้ได้ เราต้องมีคนช่วยเหลือมากมาย คนเราตๅยกันทุกคน และความตๅยไม่เข้าใครออกใคร วันหนึ่งผู้มีพระคุณของเราก็ต้องตๅย แล้วเราก็ตๅยโดยที่ไม่ได้ทดแทนอะไรท่านเลย

4. ทุกคนรักครอบครัว และสมควรดูแลครอบครัวของตนให้ดี แต่คนที่เราไม่รู้จักเขาก็มีครอบครัวเหมือนกัน นอกจากครอบครัวของเราแล้ว เรายังมีหน้าที่ต้องทำดีกับเพื่อนมนุษย์ด้วย แม้ไม่รู้จักกัน แต่เขาก็เป็นคนมีเลือดมีเนื้อเหมือนเรา จึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะทำให้เขามีความสุข และให้อภัยเมื่อเขาทำผิดพลาด ถ้าเราไม่ใช่คนรวยที่มีเงินไปบริจาคเป็นแสนเป็นล้าน อย่างน้อยที่สุดก็สามารถให้กำลังใจและไม่ซ้ำเติมกันได้ ทุกครั้งที่พูด ทุกครั้งที่เขียน ทุกครั้งที่พิมพ์ ทุกครั้งที่ส่งสัญญาณบางอย่างออกไป สิ่งที่เราส่งออกไป จะช่วยคนๆหนึ่งให้ลุกขึ้นสู้ชีวิตก็ได้ หรือจะฝังคนๆหนึ่งต้องตๅยทั้งเป็นก็ได้ ทุกคนเคยทำผิดพลาด บางทีวันหนึ่งเราก็อาจจะผิดพลาดได้เหมือนกัน เราต้องการสิ่งใดในวันที่เราผิดพลาด ต้องการสิ่งใดในวันที่เราอ่อนแอ ล้มเหลว เป็นไปได้ไหมที่เราจะหยิบยื่นสิ่งเดียวกันนี้มอบแด่เพื่อนมนุษย์ของเรา

5. เราอาศัยอยู่บนโลกนี้ใช่ไหม คำตอบคือ ใช่แน่นอน สิ่งที่เรากินและใช้ก็มาจากทรัพยากรของโลก แม้เราใช้เงินซื้อมาก็จริง แต่มันก็เป็นของๆ โลก เป็นของส่วนร่วมไม่ใช่ของส่วนตัว โลกขยายไม่ได้ กี่ปีๆ โลกก็มีขนาดเท่าเดิม ถ้าเรามีบ้านหลังใหญ่ ย่อมหมายความว่าคนอื่นจะไม่มีบ้านอยู่ เป็นไปได้ไหม ที่เราจะสร้างบ้านพอดีๆ แล้วเหลือที่ไว้ปลูกต้นไม้ จะได้เพิ่มอากาศบริสุทธิ์ให้โลกบ้าง เวลาอากาศร้อน เปิดแค่พัดลมได้ไหม จะได้ประหยัดพลังงานไปใช้อย่างอื่นบ้าง เวลาไปไหนมาไหน นั่งรถประจำทางได้ไหม จะได้เหลือพื้นที่บนถนนให้รถพยาบาลได้ส่งคนเจ็บไปรักษาตัวได้ทันบ้าง การช่วยโลกไม่ใช่เรื่องใหญ่โต และการทำลายโลกก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต ความสะดวกเล็กๆ น้อยๆ ของเรากำลังทำลายโลก ถ้าเรายอมสละความสะดวกเล็กๆ น้อยๆ ของเราบ้าง โลกจะน่าอยู่กว่านี้หลายเท่า

6. รอยยิ้มเป็นของฟรีที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อ แต่ทำไมเราทำเหมือนมันเป็นของราคาแพง พูดกับลูกค้าก็หน้าบึ้ง พูดกับเจ้านายก็หน้าบึ้ง พูดกับลูก กับสามี ภรรยา กับพ่อแม่ก็หน้าบึ้ง เป็นไปได้ไหมที่เราจะยิ้มให้ทุกคนที่เราพูดคุยด้วย ขอโทษแล้วยิ้ม ขอบคุณแล้วยิ้ม ตักเตือนแล้วยิ้ม แนะนำแล้วยิ้ม รับฟังแล้วยิ้ม ยิ้มไปเถอะเพราะยิ้มเป็นของฟรี หรือเราถูกปลูกฝังให้มีแต่ความกลัว จนต้องแยกเขี้ยวใส่กันตลอดเวลา ถ้าเป็นไปได้ อย่าทำแบบนั้นอีกเลย!

7. มีหลายครั้งที่คนรอบข้างทำผิด แต่เขาก็แค่ทำผิด เขาไม่ได้ไปทำใคร ไม่ได้ไปข่มขืนใคร เขาก็แค่ทำผิดในเรื่องที่ใครๆ ก็ทำผิด ทำไมเราจึงเอาเป็นเอาตๅยกับเขานักหนา หรือว่าเราไม่เคยทำผิดอะไรเลย เป็นไปได้ไหมที่เราจะคิดว่า เขาก็หิวเหมือนเรา ขี้ลืมเหมือนเรา ขี้เกียจเหมือนเรา ขี้กลัวเหมือนเรา กลัวลำบากเหมือนเรา และเขาก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะทำผิดด้วยความเต็มใจ ใครๆ ก็อยากเป็นคนดีทั้งนั้นถ้าเลือกได้ แม้แต่ในเรือนจำ ถ้าเปิดละครหลังข่าวผู้ต้องหายังส่งเสียงเชียร์ให้พระเอกปราบผู้ร้ายได้สำเร็จ จงเชื่อเถอะ มนุษย์ทุกคนล้วนมีเมล็ดพันธ์ุแห่งความดีแฝงอยู่ แต่เราต้องให้โอกาสคน การให้โอกาสผู้อื่น คือการให้โอกาสตนเองด้วยเช่นกัน

8. มนุษย์มีหน้าที่หลักอยู่เพียงสามข้อ
หนึ่ง ลด ละ เลิกกิเลสทั้งปวง
สอง ดูแลคนรอบข้างและสงเคราะห์โลกตามกำลัง
สาม ตั้งใจทำการงานของตนให้ดีที่สุด
เกิดเป็นคนต้องมองชีวิตให้ออก และตัดสินใจให้ขาด
อะไรคือหน้าที่ ที่เป็นหน้าที่จริงๆ
อะไรคือสิ่งสำคัญ ที่สำคัญจริงๆ
อะไรที่มีก็ได้ ไม่มีก็ได้
หยุดถามตัวเองสักนิด เพื่อจะคิดและตีโจย์ชีวิตให้แตก
จำไว้เสมอว่าเราคือคนตัวเล็กๆ และโลกช่างกว้างใหญ่
อะไรๆ คงไม่เป็นอย่างใจเราทุกอย่าง
ถ้าเราเข้าใจได้อย่างนี้ แล้วตั้งใจทำหน้าที่ของเราไปเรื่อยๆ
เราจะพบว่าชีวิตนี้มีแต่เรื่องง่ายๆ และไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลย
คนเราถ้าชีวิตไม่วุ่นวายนัก
แม้ไม่รวยล้นฟ้า แต่ความทุกข์ในชีวิตมันก็ลดลงไปเยอะแล้ว…

12 สิ่งที่ผู้มีความมั่นใจสูง..จะทำแตกต่างจากคนอื่น

ความมั่นใจมีหลากหลายรูปแบบตั้งแต่ความหยิ่งยโสของฟลอยด์ เมย์เวเธอร์ไปจนถึงความเชื่อมั่นในตนเองแบบเงียบๆของเจน กูดดอลล์ การเรียนรู้ที่จะเชื่อมั่นในตนเองถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างชัดเจน ว่าแต่อะไรล่ะคือความแตกต่างระหว่างผู้ที่มีความมั่นใจสูงกับคนอื่นๆ? และนี่คือ

12 นิสัยสำคัญของผู้ที่มีความเชื่อมั่นสูงเพื่อให้คุณสามารถเข้าใจพฤติกรรมเหล่านี้ได้

1. มีความสุขจากภายใน
ความสุขเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญของความเชื่อมั่น เนื่องจากการมีความมั่นใจในสิ่งที่ทำได้นั้นคุณจะต้องมีความสุขกับตัวตนของตัวเองก่อน ไม่สำคัญว่าคนอื่นจะพูดว่าอย่างไร แต่คุณก็ไม่เคยดีหรือเลวอย่างที่คนอื่นพูด

2. ไม่ตัดสินคนอื่น
ผู้ที่มีความมั่นใจจะไม่ตัดสินคนอื่นเนื่องจากพวกเขารู้ว่าทุกคนมีข้อดีแตกต่างกันและพวกเขาไม่จำเป็นต้องกดคนอื่นลงเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น ที่สำคัญผู้ที่มีความมั่นใจจะไม่เสียเวลาเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นหรอก

3. ไม่ตอบตกลงเว้นแต่ว่าพวกเขาต้องการจริงๆ
มีงานวิจัยหนึ่งชี้ว่ายิ่งคุณไม่กล้ากล่าวคำปฏิเสธก็ยิ่งมีแนวโน้มว่าคุณจะพบกับความเครียด ความเหนื่อยล้า และแม้กระทั่งภาวะซึมเศร้า แต่ผู้ที่มีความมั่นใจสูงจะรู้ว่าการปฏิเสธเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ พวกเขาจะหลีกเลี่ยงวลีอย่าง “ฉันไม่คิดว่าฉันทำได้” หรือ “ฉันไม่แน่ใจ” แต่พวกเขาจะกล่าวคำปฏิเสธออกไปอย่างมั่นใจ

4. ฟังมากกว่าพูด
ผู้ที่มีความมั่นใจจะฟังมากกว่าพูดเนื่องจากพวกเขารู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไร พวกเขามีแนวโน้มที่จะเรียนรู้และเติบโตสูง นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการปฏิสัมพันธ์แทนที่จะมองว่ามันเป็นเพียงโอกาสในการพิสูจน์ตัวเองกับผู้อื่น

5. พูดด้วยความมั่นใจ
ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะได้ยินผู้ที่มีความมั่นใจสูงพูดคำว่า “เอ่อ” “ฉันไม่แน่ใจ” และ “ฉันคิดว่า” ออกมา เนื่องจากพวกเขาจะพูดด้วยความแน่วแน่และรู้ว่าผู้คนคงไม่รับฟังหากไม่สามารถถ่ายทอดความคิดที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นได้

6. แสวงหาชัยชนะเล็กๆ
ผู้ที่มีความมั่นใจจะชอบท้าทายและแข่งขันกับตัวเอง ชัยชนะเล็กๆจะสร้างตัวรับแอนโดรเจนใหม่ในพื้นที่ต่างๆของสมองซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับการให้รางวัลและแรงจูงใจ ดังนั้นเมื่อคุณมีชัยชนะเล็กๆ ความมั่นใจของคุณก็จะเพิ่มขึ้นและสามารถอยู่ได้นานหลายเดือน

7. ออกกำลังกาย
ผู้ที่ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 2 ครั้งนานติดต่อกัน 10 เดือนจะรู้สึกมีอำนาจในทางสังคม ทางวิชาการ และทางกีฬามากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์และความนับถือในตนเองให้สูงขึ้นตามไปด้วย

8. ไม่เรียกร้องความสนใจ
ผู้ที่มีความมั่นใจจะรู้ว่าการเป็นตัวเองนั้นมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าการพยายามพิสูจน์ว่าตัวเองคือคนสำคัญ ผู้คนจะเข้าใจทัศนคติของคุณอย่างรวดเร็วและสนใจในทัศนคติที่ถูกต้องมากกว่าคนที่คุณรู้จักหรือจำนวนของคนที่คุณรู้จัก

9. ไม่กลัวที่จะทำผิดพลาด
เนื่องจากพวกเขาจะเรียนรู้ทุกอย่างจากการลองผิดลองถูก ผู้ที่มีความมั่นใจในตนเองจะรู้ว่าพวกเขาสามารถทำอะไรได้บ้าง และมองว่าการทำผิดพลาดเป็นเพียงเรื่องเล็กๆน้อยๆที่สามารถแก้ไขกันได้

10. ยอมรับความเสี่ยง
เมื่อผู้ที่มีความมั่นใจมองเห็นโอกาส พวกเขาจะฉกฉวยมัน และแทนที่จะกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่อาจผิดพลาด พวกเขาจะถามตัวเองว่า “อะไรคืออุปสรรค?” “ทำไมฉันทำไม่ได้?” จากนั้นพวกเขาก็จะลงมือทำ ความกลัวไม่สามารถยับยั้งพวกเขาได้เนื่องจากพวกเขารู้ดีว่าหากไม่ลองก็จะไม่มีวันประสบความสำเร็จ

11. ยกย่องผู้อื่น
ผู้ที่ขาดความมั่นใจมักจะสงสัยในความสัมพันธ์ของตัวเอง พวกเขาจึงพยายามที่จะขโมยจุดสนใจและวิจารณ์คนอื่นเพื่อพิสูจน์คุณค่าของตัวเอง ในทางกลับกันผู้ที่มีความมั่นใจจะไม่กังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์เนื่องจากพวกเขาสามารถดึงคุณค่าของตัวเองจากภายในออกมาได้

12. ไม่กลัวที่จะขอความช่วยเหลือ
ผู้ที่มีความมั่นใจจะรู้ว่าการขอความช่วยเหลือจากคนอื่นไม่ทำให้พวกเขาดูอ่อนแอหรือโง่ พวกเขารู้จุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเอง พวกเขารู้จักสังเกตคนอื่นเพื่อเติมเต็มช่องว่าง ที่สำคัญพวกเขารู้ดีว่าการเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญจะสามารถพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นได้

“หวงคือไล่ ให้คือเรียก”

หวงคือไล่…ให้คือเรียก

นี่คือความลับของฟ้า
ที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ

ทุกครั้งที่ผมเริ่ม “ให้”
ผมไม่เคยจนลง
มีแต่มั่งคั่งร่ำรวยขึ้น

เมื่อผมเริ่ม “ให้”
จะมีแต่สิ่งดีๆเข้ามาในชีวิต

เมื่อผมเริ่ม “ให้”กับ“ตัวเอง”
ผมมีความสุข และ
ความภาคภูมิใจ

เมื่อผมเริ่ม “ให้”กับ“คนที่รัก”
ผมได้รับความรักกลับมา
ร้อยเท่าพันทวี

และเมื่อผมเริ่ม “ให้”กับ“ผู้อื่น”
ผมมีความปิติยินดี ปลื้มปริ่ม
มีผู้คนมากมายอวยพรให้ผม
และครอบครัว

เมื่อเราเริ่ม“ให้”โลกจะผลัก
คนที่ไม่ใช่แบบเดียวกับเรา
ออกไปจากชีวิต และยิ่งไปกว่านั้น
โลกจะดึงคนที่เป็นแบบเดียว
กับเราเข้ามา

ต่อ ธนญชัย ผู้กำกับหนังโฆษณา
อันดับ 1 ของโลกบอกว่า
“ความสุขที่แท้จริงของมนุษย์
คือการเอาออก ไม่ใช่เอาเข้า”

คนประสบความสำเร็จทุกคน
รู้ความลับเรื่องนี้ และเขาจะ “ให้”
กับคนที่สมควรจะได้
ไม่ใช่คนที่ร้องขอ

“ให้” ในที่นี้มิได้หมายความถึง
แค่ให้ทรัพย์สินเงินทอง
แต่เพียงอย่างเดียว

แต่หมายความถึง ให้ความรัก
ให้ความรู้ ให้ความปรารถนาดี
ให้ความเมตตาปราณี ให้อภัย ฯลฯ

พลังของการ “ให้” นั้นยิ่งใหญ่มาก
แต่สิ่งสำคัญคือต้อง“ให้”โดย
ไม่คาดหวังว่าจะได้อะไรตอบแทน
ให้แล้วทำใจให้มีความสุขกับการให้นั้น

และถ้าเรา“ให้”มากพอ
เมื่อถึงเวลาโลกจะตอบแทนกลับมา
อย่างสาสม ผมพิสูจน์เรื่องนี้มาแล้ว

อย่าลืมความลับของฟ้าเรื่องนี้นะครับ

“หวงคือไล่ให้คือเรียก”