อย่ารอให้ต้องเคาะโลง ถึงกล้าบอกว่ารัก

สามีภรรยาคู่หนึ่ง ตัดสินใจหย่ากันด้วยเหตุผลทัศนะไม่ตรงกัน
หากไม่ใช่เพราะห่วงความรู้สึกของลูก เขาและเธอคงหย่ากันไปนานแล้ว
วันนี้ลูกของเขาและเธอโตพอที่จะยอมรับความจริงได้ เขาและเธอจึงตกลงไปหย่ากันที่อำเภอ
หลังจากหย่ากันเสร็จ ฝ่ายชายเอ่ยขึ้นว่า
“ไปกินข้าวด้วยกันสักมื้อนะ”
ฝ่ายหญิงตัดสินใจว่าในเมื่อจะจากกันแล้วจริงๆ ไปกินข้าวด้วยกันสักมื้อก็ไม่เป็นไร

พนักงานเสริฟยกปลาเปรี้ยวหวานมาเสริฟ ฝ่ายชายจึงตักปลาให้ฝ่ายหญิง
“กินสิ คุณชอบกินปลาที่สุด ผมรู้”
ฝ่ายหญิงขึงตาใส่ฝ่ายชายแล้วพูดขึ้นว่า
“คุณก็เป็นแบบนี้ คิดเองเออเอง เอาแต่ใจตัวเอง เอาความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ เคยคิดถึงความรู้สึกของคนอื่นบ้างไหม? แต่งงานกันมาตั้งนาน คุณไม่เคยรู้เลยสักนิดว่ากับข้าวที่ฉันไม่ชอบที่สุดก็คือปลา!”
ฝ่ายชายเมื่อได้ยินก็ลมขึ้น
“คุณก็ไม่เคยเข้าใจผมเลยสักนิด ผมพยายามเอาใจคุณทุกอย่าง อยากให้คุณรู้ว่าผมรักคุณขนาดไหน ผมพยายามมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคุณ คุณรู้ไหม อาหารที่ผมชอบที่สุดในชีวิตก็คือปลาเปรี้ยวหวาน!”

หลังจากทานข้าวเสร็จ ด้วยความกลัวใจของตัวเอง ทั้งสองคนจึงตกลงกันว่าจะไม่ติดต่อกันเป็นเวลาหนึ่งเดือน
แยกจากกันไม่ถึง15นาที โทรศัพท์ของฝ่ายชายก็ดังขึ้น เป็นสายจากฝ่ายหญิง!
เขาลังเลว่าจะรับดีหรือไม่? แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่รับ!

ค่ำนั้น ฝ่ายชายนอนกระสับกระส่าย เหมือนไฟกำลังสุมอยู่ในใจของเขากองใหญ่ เขาผุดลุกผุดนั่งอยู่นาน จึงตัดสินใจโทรหาฝ่ายหญิงเพื่อสารภาพความจริงว่าเขายังรักเธออยู่ ชีวิตนี้เขาคงขาดเธอไม่ได้

เมื่อโทรไปหาฝ่ายหญิง เสียงรอสายดังเป็นนานสองนานก็ยังไม่มีคนรับ เขาไม่ละความพยายามในการโทร ผ่านไปหลายช่วงจึงมีคนกดรับ
“สวัสดีครับ!” ปลายสายเป็นเสียงผู้ชายที่ไม่คุ้นหู
เขารู้สึกเดือดดาล นี่แค่ไม่ถึงวันฝ่ายหญิงก็มีคนอื่นแล้วเหรอ? ก่อนที่เขาจะตัดสินใจวางสาย เสียงของชายคนนั้นก็ดังนั้น
“คุณเป็นสามีของคุณ…ใช่หรือเปล่าครับ? เพราะเครื่องเมมชื่อว่าพ่อของลูก”
“ใช่ ผมเป็นสามีของเธอ” น้ำเสียงของเขาเชิดสูงด้วยความไม่พอใจ
“คุณรีบมาที่โรงพยาบาล….ด่วนเลยนะครับ คุณผู้หญิงถูกรถชน ตอนนี้อาการหนักมาก คุณหมอกำลังช่วยกันยื้อชีวิตอยู่”
เขารู้สึกชาวาบไปทั้งตัว จากนั้นรีบบึ่งรถไปที่โรงพยาบาล

ตอนที่เขาและเธอแยกจากกันเมื่อตอนบ่าย ด้วยความเสียใจของฝ่ายหญิง เธอเดินใจลอยข้ามถนนจนถูกรถชน ก่อนที่เธอจะหมดสติ เธอได้หยิบโทรศัพท์โทรหาฝ่ายชาย แต่เขาไม่ได้รับสายของเธอ

“คุณหมอครับ เมียผมเป็นยังไงบ้าง คุณหมอต้องช่วยชีวิตเมียของผมนะครับ ผมกราบล่ะ” พูดเสร็จเขาก็คุกเข่าลงกราบคุณหมอ
คุณหมอพยุงให้เขาลุกขึ้นแล้วพูดว่า
“พวกเราพยายามสุดความสามารถนะ แต่สมองของเธอถูกกระทบกระเทือนอย่างหนัก หากเธอฟื้น มีเปอร์เซนต์เป็นเจ้าหญิงนิทราสูง ขอให้คุณเตรียมใจไว้ด้วยนะ”
จากนั้นจึงพาเขาเดินไปที่ห้องผ่าตัด ซึ่งในขณะนั้นคุณหมอและพยาบาลชุดหนึ่งกำลังเดินออกมา
“หมอเสียใจด้วยนะครับ หมอได้พยายามสุดความสามารถแล้ว ภรรยาของคุณอาจอยู่ได้เพียงแค่คืนนี้เท่านั้น คุณเข้าไปดูเธอเถอะ แต่ตอนนี้เธอพูดอะไรไม่ได้แล้วนะครับ”
เขาเดินตัวแข็งทื่อเข้าไปในห้องผ่าตัด ความเย็นของห้องยิ่งตอกย้ำความหนาวเหน็บที่อยู่ในใจของเขาในตอนนี้

บนเตียง สภาพของฝ่ายหญิงแทบดูไม่ออกว่าเป็นใคร เพราะมีผ้าพันไว้เต็มหัว เหลือแต่ใบหน้าที่ปูดบวม
“คนดีของพ่อ ไม่เจ็บนะ!” พูดไม่ทันเสร็จ เขาก็ปล่อยโฮออกมา
เขาบีบมือของภรรยาไว้แน่น เมื่อมองไปที่ใบหน้าของเธอ ตอนนี้สองตาของเธอมีน้ำตาใหลอาบแก้ม และดูเหมือนพยายามจะเอ่ยปากพูดกับเขา
เขาเอียงหูไปแนบที่ปากของภรรยา
“ฉัน..โทรหาคุณ เพื่อ..จะบอกคุณว่า ในตู้เย็น..มี..มีเกี๊ยวแช่แข็ง..เอาออกมาเวฟกิน..ตอนเย็น บน..หัวเตียงมีกรมธรรม์ของฉัน และ..และอยากจะบอกคุณว่า ฉัน..ชอกินบะหมี่ที่คุณทำ และ..ฉันก็รักคุณมาก..”
พูดไม่ทันจะจบประโยค ปากของเธอก็อ้าค้าง ไม่สามารถสูดลมหายใจได้อีกต่อไป
เขาร้องไห้เหมือนคนเสียสตี กอดร่างของภรรยาไว้แน่น
บะหมี่ที่เธอชอบกิน เขาเคยทำเพียงแค่ครั้งเดียวตอนที่เธอป่วย ซึ่งเขาคิดว่าเป็นบะหมี่ที่แย่ที่สุดในชีวิตของเขา!

ชีวิตคนเราเปราะบางและสั้นนัก สั้นจนบางครั้งไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะบอกว่ารักให้คนรอบกายฟัง
สั้นเพราะอะไร? เปราะบางเพราะอะไร?
เพราะศักดิ์ศรีเหรอ? เพราะโทสะเหรอ? เพราะอารมณ์เสียเหรอ?
ทำไมไม่วางศักดิ์ศรีบ้าบอนั้นลง? ทำไมไม่ใจกว้างต่อกัน? ทำไมไม่ทำความเข้าใจต่อกัน? ทำไมไม่สื่อสารกันด้วยสติ?
อย่ารอให้ต้องเคาะโลงถึงกล้าบอกว่ารักคนในครอบครัว

ขอบคุณข้อมูล นุสนธิ์บุคส์

จงเลือกเหนื่อย อย่างหัวเราะ อย่าเลือก สบาย แล้วร้องไห้…..

การที่หญิงสาวคนหนึ่งจะได้พบกับผู้ชายดีๆคนหนึ่ง ไม่จำเป็นที่เธอจะต้องมีความเป็นผู้ใหญ่เพียงพอ เพราะเมื่อใดที่ผู้หญิงมีความเป็นผู้ใหญ่พอที่จะพึ่งพาตัวเองได้ เมื่อนั้นก็แปลว่าเธอไม่เคยพบเจอกับผู้ชายดีๆเลยแม้แต่สักเพียงคนเดียว

เธอจงจดจำไว้ การเลือกชีวิตคู่นั้นไม่มีเงื่อนไขอื่นใด นอกเสียจากเลือกคนที่เขารักเธอ ไม่ว่าเขาจะมีเงินมากมายเท่าใด จะมีความสามารถเพียงใด จะหล่อปานไหน จะพูดเก่งยังไง จะฉลาดสักเท่าใด จะกตัญญูอย่างไร ชอบช่วยเหลือคนอื่นสักแค่ไหน? เขาไม่รักเธอ จะมีประโยชน์อันใด!

จิตแพทย์ได้กล่าวไว้ว่า “ต่อให้เธอรักผู้ชายคนนั้นสักแค่ไหน จุดเริ่มต้นของความรักเริ่มจากผู้ชาย หากชายคนนั้นไม่ได้รักเธอ เสียเขาไปคือความคุ้มค่ากว่าเสียอีก”

ไม่มีคู่อาจเงียบเหงาบ้างแต่สามารถมีความสุขได้ เธอสามารถเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลกได้เพียงลำพัง เธอสามารถพูดคุยกับผู้ชายได้ทุกเพศวัยอย่างสบายใจ เธอสามารถเลือกกลับบ้านหรือไปเดินห้างหลังจากเลิกงานได้ด้วยตัวเธอเอง ความเหงาตอนโสดไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เธอคิด ที่น่ากลัวที่สุดก็คือเมื่อมีคู่ชีวิตแต่เธอกลับรู้สึกเหงาต่างหาก!

คุณพ่อท่านหนึ่งได้เตือนสติลูกสาวของเขาว่า “คนบางคนเหมาะสมกับลูกแต่เขาไม่รักลูก คนบางคนรักลูกแต่เขาไม่เหมาะสม หากอยากจะรู้ว่าเขารักลูกหรือเปล่า? อย่าใช้หูฟังแต่จงใช้ตามอง ดูว่าเขาทุมเทต่อลูกสักเพียงใด หากอยากรู้ว่าเหมาะสมกันหรือเปล่า? อย่าตัดสินว่าเพราะเขามีอะไร? แต่จงตัดสินจากรอยยิ้มของลูกและน้ำตาที่ต้องหลั่งไปเพราะเขา คนที่ทำให้ลูกร้องไห้อยู่เสมอต่อให้เพียบพร้อมสักแค่ไหนก็อย่าเลือกฝากชีวิตไว้ คนที่ทำให้ลูกยิ้มได้ต่อให้ฐานะยากจนเพียงใดก็คุ้มค่าที่จะฝากชีวิตไว้ จงเลือกเหนื่อยเพราะหัวเราะ อย่าเลือกสบายแต่ต้องร้องไห้ทุกวัน”

เลือกคนที่กล้าเก็บรูปของเธอไว้ในกระเป๋าสตางค์ เลือกคนที่กล้าลงรูปเธอไว้หน้าไทม์ไลน์ของเขา เลือกคนที่กล้าให้เธอรู้ความเคลื่อนไหวของเขา เลือกคนที่เขากล้าทุ่มเทความรักให้กับเธอ

หากการคบหาใคร เขาคนนั้นไม่ได้ทำให้เธอดูดีขึ้นในสายตาใครๆ ขอแสดงความเสียใจด้วยเธอเลือกคนผิดเสียแล้ว! เพราะหากเขารักเธอจริง เขาจะไม่ทำให้ผู้หญิงของเขาดูแย่ในสายตาของใครๆ

ผู้ชายบางคนที่รักเธอเขาต้องการใช้ชีวิตกับเธอทั้งชีวิต ผู้ชายบางคนที่รักเธอเขาต้องการใช้ชีวิตกับเธอเพียงชั่วครู่ คนที่ต้องการใช้ชีวิตกับเธอทั้งชีวิตเขาอาจไม่ได้ซื้อข้าวของหรือบอกรักเธอทุกๆวัน เพราะเขาพยายามสร้างตัวเพื่อเธอและครอบครัว คนที่ต้องการใช้ชีวิตกับเธอเพียงชั่วครู่ เขาจะประเคนทุกสิ่งอย่างให้กับเธอ เสมือนว่าขาดเธอแล้วเขาจะขาดใจ(ซึ่งจริงๆไม่มีใครตายเพราะความรัก มีแต่ตายเพราะความหลงและโง่งมงาย) ดังนั้น ผู้ชายดีๆจะคิดถึงการร่วมชีวิต ผู้ชายเลวๆจะคิดถึงการร่วมหลับนอน

หญิงสาวเอ๋ย เธอรักตัวเองมากเท่าไหร่เธอก็มีค่าต่อตนเองและผู้อื่นมากเท่านั้น อย่าเอาอกเอาใจใครๆจนลืมห่วงใยตัวเอง ชีพหนึ่งไม่ยาวนาน…เธอจงจำไว้ รักตัวเองให้มากหน่อย!

ขอบคุณข้อมูล นุสนธิ์บุคส์

แก้ได้อย่างไร? กรรม!…ที่ทำให้ได้สามี หรือ ภรรยาเจ้าชู้

ชาย หญิงบางคู่ที่แต่งงานแล้ว แม้จะทำหน้าที่ของตนอย่างดี แต่อีกฝ่ายก็ยังนอกใจแอบไปมีชู้ มีกิ๊ก ที่เป็นเช่นนี้เพราะกรรมในอดีต เคยนอกใจคู่ครองของตน ทำผิดศีลข้อกาเมสุมิจฉาจาร เคยพรากลูกเมียคนอื่น ชาตินี้กรรมนั้นจึงตามสนอง

วิธีแก้กรรม : จัดเตรียมพระปรางมารวิชัย ขนาดหน้าตัก 3 นิ้ว 1 องค์ อาหารคาวหวาน ดอกไม้ ธูปเทียน จุดธูป 3 ดอก ขอขมากรรมต่อหน้าพระพุทธรูป ตั้งนะโม 3 จบ แล้วกล่าวอธิษฐานดังนี้

“ข้าพเจ้า…………….ขอแผ่บุญบารมีที่เกิดจากการทำบุญครั้งนี้ให้กับสามี/ภรรยา ชื่อ…………………………………และเจ้ากรรมนายเวรที่ชาตินี้เกิดมาเป็นหญิง/ชาย ชื่อ……………………………ขอได้โปรดอโหสิกรรมต่อกัน ให้ตัดขาดจากสามี/ภรรยาของข้าพเจ้า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้น ไปเทอญ” เสร็จแล้วนำข้าวของทั้งหมดไปใส่บาตร กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล แผ่เมตตาให้สามี/ภรรยาของตน หญิง/ชายคนนั้น !

ข้อสำคัญ : อย่าได้คิดอาฆาตมาดร้ายเขาเป็นอันขาด แล้วต้องตั้งสัจจาธิษฐานว่า จะรักษาศีลข้อ 3 จนตลอดชีวิต เพื่อมิให้ก่อเวรกรรมในลักษณะนี้ขึ้นอีก

พระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญ จิตธมฺโม ท่านสอนเรื่องกฎแห่งกรรมของการผิดศีลข้อ 3 ไว้ว่า คนที่มีกรรมติดตัวมา ถ้าเจริญกุศลภาวนาด้วยกรรมฐานมีหน่วยกิตครบจะรู้กฎแห่งกรรมของตน เช่น กาเมสุมิจฉาจาร ถ้าติดตัวมา 60% เมื่อครั้งอดีตชาติ วิบากกรรมที่ตามมาถึงรับรอง แต่มันเป็นเรื่องจริงคือ จะมีสามีกี่คน ก็เป็นของคนอื่นหมด มีภรรยากี่คน มีชู้หมด ถ้าใครไม่เจริญกรรมฐาน แผ่กุศลก็หมดทาง ครอบครัวไม่มีความสุข ท่านเล่าว่ามีด๊อกเตอร์คนหนึ่งขับรถพาไปดูวัด มีภรรยามา 2-3 คนแล้ว ก็มีชู้หมด แล้วถามว่าทำอย่างไรจะแก้ได้ พระท่านบอกให้นั่งเจริญกรรมฐาน ขออโหสิกรรมก่อนแล้วค่อยไปมีใหม่ เขาปฏิบัติตามคำสอน ทราบว่า บัดนี้ได้ภรรยาใหม่ เป็นคนดี ไม่ไปคบชู้สู่ชายอีกต่อไป เพราะฉะนั้นวิธีแก้กรรม จะต้องอโหสิกรรมก่อน

อยากจะกล่าวเตือนอีกอย่างว่า กรรมข้อนี้มีผลแรงมาก ทำให้ครอบครัวหายนะแตกแยกในชาติปัจจุบันนี้ แม้ตายเป็นผีต้องตกนรกหมกไหม้ เกิดมาชาติใหม่ก็มีชีวิตลำบากแสนเข็ญ เช่น บางท่านเป็นชายแต่ไปทำให้ผู้หญิงเจ็บช้ำใจในชาติที่ผ่านมา เกิดมาชาตินี้ต้องไปเป็นโสเภณี #ไม่เชื่ออย่าลบหลู่

ที่มาจาก : ธรรมะกับมนุษย์ และ www.fakyaw.com

แตงโมครึ่งซีก… อ่านแล้วซาบซึ้งใจมากๆเลย

บ่ายวันหนึ่ง ผมกลับมาจากที่ทำงาน อากาศวันนี้ร้อน
มาก เมื่อกลับถึงบ้านผมก็ตรงไปที่ตู้เย็น ในตู้เย็นมีแตง
โมครึ่งลูกแช่อยู่ในนั้น

“เยี่ยมจริงๆ”
ผมรีบจัดการกับแตงโมครึ่งลูกนั้น ด้วยความอร่อยชื่น
ใจ ครู่ต่อมาภรรยาก็กลับเข้าบ้านมา

“อากาศช่วงนี้ทำไมมันร้อนอย่างนี้นะคุณ ฉันร้อนแทบ
จะละลายอยู่แล้ว”
เธอเดินไปเปิดตู้เย็นแล้วรีบปิด จากนั้นก็มองมาที่ผม
“คุณหาแตงโมเหรอ ผมเพิ่งจัดการมันเมื่อครู่นี้เอง”
ผมบอกเธอ ดูเธอไม่ค่อยจะพอใจมากนัก
จากนั้นเธอก็หยิบแก้วตรงไปที่กาน้ำต้ม ที่เรามักจะต้ม
ไว้ดื่มกันทุกวัน
“น้ำหมด!”
เธอพูดออกมาอย่างอารมณ์เสีย
“คุณกลับบ้านมาตั้งนาน ทำไมไม่รู้จักต้มน้ำ”
“ทำไมต้องเป็นผมที่ต้มน้ำทุกครั้ง คุณเองทำไม่ไม่ทำ
บ้าง?”
ผมพูดออกไปอย่างหัวเสียเช่นกัน
เพราะเรื่องนี้ ผมกับภรรยาก็เลยทำสงครามเย็นกันตั้ง
แต่บ่ายวันนั้นจนผ่านไปหนึ่งอาทิตย์เต็มๆ

สายของวันเสาร์ผมกลับไปเยี่ยมพ่อแม่เพียงลำพัง
“แม่ไม่เห็นสวีม่านหนึ่งอาทิตย์แล้วนะ มีอะไรหรือเปล่า
ลูก?” 
แม่ถามขึ้น
ผมจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้พ่อกับแม่ฟัง
แม่ตำหนิผมว่าทำอะไรไม่ควรคิดถึงแต่ตัวเอง
“แค่กินแตงโมแค่ครึ่งลูกเองนะแม่ มันจะอะไรกันนักกัน
หนา?”


ผมบอกแม่ไปแบบไม่เข้าใจ
“แกอย่าพูดเข้าข้างตัวเอง พรุ่งนี้แกพาเมียและลูกๆมา
หาพ่อกับแม่อีกครั้งละกัน”
พ่อเอ่ยขึ้นหลังจากดูอาการและน้ำเสียงของผม

วันรุ่งขึ้น ผมพาภรรยาและลูกๆกลับมาเยี่ยมพ่อแม่อีก
ครั้ง เมื่อเข้าบ้านมา พ่อก็บอกให้ผมออกไปซื้อน้ำส้ม
สายชู เมื่อผมกลับมาจากตลาดพ่อก็บอกผมว่าสวีม่าน
พาลูกๆออกไปข้างนอกยังไม่กลับมา
จากนั้นพ่อก็เดินไปหยิบเอาแตงโมครึ่งลูกมา
“เห็นแกกลับมาเหนื่อยๆคงร้อนสินะ เอ๊า! กินแตงโมดับ
ร้อนสักหน่อยคงจะดี”
แตงโมลูกนี้คงหลายกิโลอยู่ เพราะแค่ครึ่งลูกก็ยังเยอะ
น่าดูอยู่
“โหพ่อ ทำไมลูกมันใหญ่จังผมจะกินหมดเหรอ?”
“กินไม่หมดก็เหลือไว้ให้เมียแกกับลูกก็แล้วกัน!”
ผมรับช้อนจากพ่อมาจากนั้นก็จัดการกับแตงโมหวานๆ
เย็นนั้น กินได้ไม่ถึงครึ่งผมก็รู้สึกอิ่ม

ใกล้เที่ยงหลังจากสวีม่านพาลูกๆกลับมา เราก็รวมตัว
กันที่โต๊ะอาหาร
พ่อยกแตงโม 2 ซีกออกมาจากตู้เย็น
“แกดูสิว่าแตงโม 2 ชิ้นนี้แตกต่างกันตรงไหน?”
พ่อพูดเสร็จก็ชี้มือมาที่ผม ผมเพ่งมองแตงโม 2 ชิ้นนั้น
ด้วยความไม่เข้าใจ มันไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย เพียง
แต่ครึ่งซีกนั้นเป็นชิ้นที่ผมกินไปเมื่อสักครู่นี้ อีกครึ่งซีก
ไม่รู้ว่าใครกิน ผมมองไม่ออกว่า มันแตกต่างกันตรง
ไหนก็เลยส่ายหัวบอกพ่อว่าไม่รู้
พ่อชี้ไปที่แตงโมแล้วพูดกับผมว่า
“ซีกนี้ของแกเพิ่งกินไป อีกซีกหนึ่งเป็นของสวีม่าน พ่อ
อยากบอกแกทั้งสองว่าหากกินไม่หมดก็เหลือไว้ให้อีก
คนกิน แกดูซีกของสวีม่านสิ เธอควักกินจากข้างๆไป
หาตรงกลาง แตงโมของเธอยังเหลืออีกครึ่งซีกไว้ให้
แกกลับมากิน แต่แกกลับควักจากตรงกลางกินเสียหมด 
เหลือไว้แต่ขอบข้างๆให้คนอื่นกิน แกคิดว่าสวีม่านไม่
รู้เหรอว่าส่วนไหนของแตงโมที่หวานที่สุด? นั่นแปล
ว่าสวีม่านนึกถึงแกมากกว่า”

พอผมได้ฟังพ่อพูดถึงตรงนี้ก็หน้าแดงด้วยความละอาย
“คนสองคนอยู่ด้วยกันทั้งชีวิต ใครบ้างที่สามารถอยู่
ด้วยกันอย่างรักใคร่ไปจนตราบชั่วชีวิต เป็นผัวเมียกัน 
ผลสะท้อนของความรัก มันอยู่ในทุกสิ่งอย่างที่ทำร่วม
กัน อยู่กับการกินข้าว การซดน้ำแกง ครั้งที่แล้วแกทะ
เลาะกับสวีม่านเพราะเรื่องแตงโม ทั้งๆที่แกเป็นฝ่ายผิด 
แกยังพาลไปหาเรื่องเธออีก พ่อเชื่อว่าหากสวีม่านกลับ
บ้านก่อนแกเธอจะเหลือแตงโมอีกครึ่งไว้ให้แกกิน อย่า
คิดว่าเรื่องจิ๊บจ้อยแค่นี้ไม่มีอะไร แต่มันบ่งบอกถึงจิตใจ
ของคนเราได้ แตงโมแค่ครึ่งซีกก็มีปรัชญาการใช้ชีวิตคู่
แฝงอยู่ แกลองคิดดูสิว่าหากสวีม่านเป็นเหมือนแก ทำ
อะไรก็ไม่คิดถึงแก นานวันเข้าแกจะรู้สึกยังไง?”

คำพูดของพ่อเหมือนไม้หน้าสามตีกลางแสกหน้าให้ผม
ได้ตื่น ภาพที่ผมกลับมาจากที่ทำงานทุกวันมันผุดขึ้นมา
เป็นฉากๆ หลังจากผมถอดร้องเท้าเก็บเข้าตู้ เมื่อเข้า
บ้านมาชุดน้ำชาก็เตรียมพร้อมไว้ให้ผมได้ชงดื่มในทันที
ใครเป็นคนเตรียม? ยามหน้าฝน เมื่อเปิดประตูจะออก
จากบ้าน ก็มีร่มเสียบเตรียมไว้ให้ผมหยิบออกกางออก
ไปทำงานได้ทันที ใครเป็นคนเตรียม? สิ่งเหล่านี้คือ
ความรักที่สวีม่านมีต่อผมและลูกๆ แต่ผม กลับไม่ได้ใส่
ใจความรู้สึกของเธอเลย ทั้งๆที่เห็นอยู่เต็มสองตา แต่
กลับไม่เคยใช้ใจสัมผัสความรักที่เธอมีต่อผมเลยสักครั้ง
ทำเป็นมองแต่ไม่เห็นเสียอย่างนั้น ผมนี่มันแย่จริงๆ

ผมยกจานเกี๊ยวที่ลวกแล้วผ่านน้ำเย็นยกมาให้ภรรยา
“ชามนี้ของผม ไม่ร้อนแล้ว คุณทานก่อนได้เลย”
สวีม่านหัวเราะแก้เขิน
“ไม่ต้องมาทำไก๋ต่อหน้าพ่อกับแม่เลยเชียว!”
จากนั้นก็รับชามเกี๊ยวจากผมไป
“หากแสร้งทำไก๋ได้ทั้งชีวิต ก็เป็นสามีที่ดีแล้วล่ะ”
พ่อพูดขึ้นพร้อมกับเสียงหัวเราะของทุกๆคนในบ้าน
………………
ในใจมีรัก รักคือความเข้าใจ 
ขอให้เข้าใจและให้อภัยคู่ชีวิตของคุณ 
อย่าได้คิดว่าสิ่งที่เธอและเขาทำให้คุณนั้นเป็นสิ่งที่เขา
และเธอสมควรทำ หากเป็นคุณ คุณจะทำอย่างเธอและ
เขาหรือเปล่า?

วาสนาไม่ได้อยู่ที่บ้านหลังใหญ่เพียงใด 
แต่อยู่ที่บ้านหลังนั้นมีเสียงหัวเราะหรือไม่?

วาสนาไม่ได้อยู่ที่ขับรถราคาแพงเพียงใด 
แต่อยู่ที่ขับรถกลับบ้านอย่างปลอดภัยหรือไม่?

วาสนาไม่ได้อยู่ที่คู่ชีวิตสวยหล่อเพียงใด 
แต่อยู่ที่รอยยิ้มของเธอและเขาเปื้อนอยู่บนใบหน้าหรือไม่?

วาสนาไม่ได้อยู่ที่ต้องพูดจาปากหวานเพียงใด 
แต่อยู่ที่ยามเดือดเนื้อร้อนใจยังมีคนข้างๆคอยปลอบว่า
“ไม่เป็นไร คุณยังมีฉันเคียงข้างกาย”

ขอบคุณข้อมูล นุสนธิ์บุคส์

6 ฝึกให้รู้ ดูให้เห็น พาใจปล่อยวาง อยากให้สละเวลาสักนิดมันคุ้มค่ามากๆ

อึดอัดแล้วแผ่เมตตา
ในความเป็นจริง คือ แผ่ความเครียด
ใจไม่สุข ก็แผ่ความสุขไม่ได้
เหมือนคนไม่มีเงิน
จะรื้อค้นกระเป๋านานแค่ไหน
ก็ไม่มีจะให้ขอทานอยู่ดี
ถ้าเราใจแห้ง หรือกำลังฟุ้งซ่านวกวนอยู่
ต่อให้เค้นจิตจริงจังอย่างไร
ก็ไม่รู้จะไปรีดเอาความชุ่มฉ่ำสบายใจ
มาจากไหน ไปแจกจ่ายใครต่อใครต่อใครได้

แผ่เมตตานั้น
คือ ทำความสุขให้เกิดในจิตตนเองก่อน
จะด้วยวิธีการทำสมาธิ หรือไปทำบุญที่ไหนก็ตาม
แล้วให้กระแสสุข ‘แผ่ออกกว้างๆ’
ไม่จำกัดเฉพาะในตัวเรา
ลองสังเกตดู
ตอนที่คุณไปทำบุญมา
หรือว่ากำลังมีความสดชื่นเบิกบานมากๆ
มันอยากจะแจกเงินให้ขอทาน อยากจะทำบุญ
อยากจะพูดอะไรดีๆให้คนอื่นพลอยรู้สึกเป็นสุข
นั่นแหละ จิตใจที่กำลังแผ่เมตตาอยู่
คือ ตัวเองมีสุข
แล้วอยากให้คนอื่นเขาพลอยมีสุขตามไปด้วย

#ฝึกให้ทาน

เริ่มต้นขึ้นมาเลย คือ ฝึกที่จะให้ทาน
สามารถจะให้ทรัพย์ส่วนเกิน
แก่ผู้มาขอ หรือว่าผู้ที่สมควรได้รับ
สวดมนต์แล้วมีความสุข
อยากให้ความสุขนี้เป็นทานแก่สิ่งมีชีวิตทั้งปวง
ลักษณะของการให้ของส่วนเกิน
นั่นล่ะเป็นการแผ่เมตตาขั้นต้น

#ฝึกยิ้มออกมาจากใจจริง

ฝึก ‘เจตนาให้คนอื่นเกิดความสุข’
คือ เล็งอยู่ว่า เขาจงรู้สึกดี
ในทันทีที่เห็นคุณยิ้มแจ่มกระจ่าง

การส่งสุขส่งกำลังใจให้คนอื่น
ผ่านประกายตาหรือรอยยิ้ม
นับเป็นการให้ทาน เป็นการแผ่เมตตา
เมื่อสร้างความชุ่มชื่นให้คนอื่นบ่อยเท่าใด
ตนเองย่อมชุ่มชื่นด้วยน้ำใจเมตตาบ่อยเท่านั้น

#ฝึกแผ่เมตตาผ่านคำพูด

บางทีเป็นแค่ความรู้สึกอ่อนโยนก็ได้
รู้สึกอ่อนโยนพอที่จะพูดคำว่า สวัสดีครับ สวัสดีค่ะ
ในแบบที่จะทำให้เขารู้สึกว่า
เราเป็นมิตร เป็นกันเองกับเขา
นั่งคุยอยู่กับใคร
แล้วอยากพูดดีให้เขาสบายใจ
แค่นี้นับเป็นการแผ่เมตตาอ่อนๆแล้ว

หากสัมผัสรู้สึกได้ว่า
มีกระแสความปรารถนาดีจริงใจ ‘แผ่นำออกไปก่อนพูด ’
ก็ให้ทราบเถิดว่า อันนั้นแหละ
คุณเป็นนักแผ่เมตตาผ่านคำพูดแล้ว

#ฝึกสวดมนต์

ถ้าหากสวดมนต์เป็น
โดยไม่ได้หวังผลตอบแทนอะไรมากไปกว่า
การได้เปล่งแก้วเสียงของเราให้เต็มเสียง
เพื่อบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
ผู้มีพระคุณกับชีวิตของเราชาวพุทธนะครับ
สิ่งที่ออกมาก็จะเป็น
กระแสสว่าง กระแสความเมตตา
กระแสความรู้สึกที่งดงาม
เป็นจุดเริ่มต้นของการแผ่เมตตาชั้นดีเลย

แต่สวดไปคิดอุตลุดไป
ก็คงมีแต่คลื่นความฟุ้งซ่านกระจายออกมาลูกเดียว

#ฝึกเมตตาตอนโกรธ

การแผ่เมตตาที่ยากขึ้นอีกนิดหนึ่ง คือ
เวลามีคนมาทำให้เราขัดเคือง
มีคนมาคดโกง
มีคนมาด่าว่า
ด้วยคำหยาบคาย ด้วยคำนินทาอันเผ็ดร้อน
แล้วเราคิดว่า นั่นเป็นบาปของเขา
ไม่ไปมัวคิดถึงเรื่องความยุติธรรมไม่ยุติธรรม
คิดแค่ว่า เราไม่เบียดเบียนเขา
เราไม่อยากจะไปเพิ่มบาปให้เขาและตัวเราเอง
แค่นี้ คือ ทำให้เขามีความสุขได้พอสมควรแล้ว
และก็ไม่เบียดเบียนตนเอง
ให้ต้องมีจิตใจคับแคบกระสับกระส่ายแล้ว

คือไม่ใช่ว่าไม่พยายามที่จะต่อสู้เพื่อความถูกต้องนะ
แต่อย่างน้อยลดความเกลียดชังในใจลง
ด้วยความเข้าใจในภาพรวมก่อน
แล้วการขับเคลื่อนของเราที่จะมีต่อไป
จะไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยความเกลียด
แต่เป็นขับเคลื่อนด้วยการพยายาม
ที่เอาทุกสิ่งทุกอย่างเข้าสู่สมดุล

นั่นแหละเรียกว่า ‘ให้อภัยเป็นทาน’
นี่ก็เป็นการแผ่เมตตา
นี่ก็เป็นการอยากให้ความสุขของเรา
ไปเป็นความสุขของเขา

#ฝึกเจริญสติเห็นทุกข์เห็นโทษของความโกรธ

ขั้นแรก ยอมรับตามจริงก่อนว่า
เกิดความโกรธ เกิดความเกลียดขึ้นมา
แล้วเห็นลักษณะความโกรธเกลียดนั้นว่า
เป็นทุกข์อย่างไร มีความอึดอัดอย่างไร
จากนั้นก็เห็นโทษของมันด้วยว่า
นอกจากจะมีความอึดอัดในปัจจุบันแล้ว
ยังมีทุคติเป็นที่ไปรออยู่ข้างหน้า
จะได้เกิดความรู้สึก ‘มีแก่ใจ’ ที่จะเห็นว่า
นี่คือโทษ ไม่ใช่เป็นคุณ

เมื่อใจเห็นตัวเองกำลังดิ้นเร่ากระสับกระส่ายอยู่
มันจะเกิดปิ๊งขึ้นมา เออ จะมาทุกข์ทำบ้าอะไร
พอเกิดปิ๊งขึ้นมาแค่นี้
มันจะมีแก่ใจที่จะวางแล้ว
พอมีแก่ใจที่จะวางได้
คุณจะรู้สึกถึงความสุข ความนุ่มหัวอก
กลายเป็นความโล่งโปร่งขึ้นมาแทน
ราวกลับหายป่วยเป็นปลิดทิ้ง

แต่ด้วยการยอมรับตามจริง
เราก็จะเห็นอีกนั่นแหละว่า
เดี๋ยวความเกลียด ความโกรธ หรือความพยาบาท
ก็ย้อนวกกลับมาได้อีก กลับมาบ่อยๆได้ด้วย
ทุกครั้ง ก็ทำใจไว้ล่วงหน้าว่า
นี่ไม่ใช่ความล้มเหลวที่มันย้อนกลับมาอีก
แต่เป็น ‘อนัตตา’
เป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้
แต่ใช้เป็นเครื่องมือฝึกพัฒนาจิตวิญญาณได้
เมื่อเกิดความโกรธ เมื่อเกิดความเกลียดทุกครั้ง
เราสามารถที่จะใช้เจริญสติ
เห็นทุกข์เห็นโทษของความโกรธเกลียด
กระทั่งโล่งหัวอกมีความสุขให้ได้ทุกครั้ง

พอโล่งหัวอกได้ทุกครั้ง
คุณจะมีความรู้สึกว่า
จากเดิม ใจที่หวั่นไหวมาก
ค่อยๆมีความมั่นคงขึ้นมา
มั่นคงอยู่ในความปลอดโปร่ง
ตั้งมั่นอยู่ในกุศล ตั้งมั่นอยู่ในความสุข
คุณจะรู้สึกว่าใจเป็นสมาธิขึ้นอย่างน่าแปลก
พระพุทธเจ้าท่านให้อาศัย
ความตั้งมั่นของความสุข ความโล่งหัวอกนี้
เป็นตัวตั้งต้นของ ‘การแผ่เมตตา’

คุณจะรู้สึกว่า ถ้าหัวอกโล่ง
มันมีความว่างค่อยๆแผ่ ค่อยๆขยายออกไป
คุณจะเกิดแรงปรารถนา
ให้ทุกชีิวิตบนโลกได้สบายหัวอก
เช่นเดียวกับเราถ้วนหน้ากัน
นั่นแหละ อาการแผ่เมตตา

ขอบคุณบทความของคุณดังตฤณ

อยากเป็นเศรษฐี อยากรวย ต้องทิ้งขี้ 3 กองนี้…ด่วน!

ต้องทิ้งขี้ 3 กอง

ที่บริเวณกุฏิหลวงพ่อชั้นล่าง มีญาติธรรมที่เข้ามาขอพรหลวงพ่อ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัดอัมพวันกันมากมาย ส่วนใหญ่ก็เป็นการขอพรให้กับตัวเอง ให้กับครอบครัว มีบ้างที่ขอพรให้หลวงพ่อแข็งแรงมีสุขภาพที่ดี น้อยมากที่จะเข้ามากราบเฉยๆ แล้วไม่ขออะไร เรียกได้ว่า ขอกันทุกคนนั่นแหละ และเรื่องหนึ่งที่ติดอันดับต้นๆ ของการขอ คือ การขอให้ร่ำรวย มีเงินมีทอง มีกิจการที่มั่นคงก้าวหน้า หลวงพ่อท่านก็จะให้ข้อคิดในเรื่องนี้ไว้ว่า

ถ้าบ้านไหนจะยากจน มักจะมีขี้ 3 กอง คือ

1.ขี้เมา

2. ขี้เล่น

3.ขี้เกียจ

ถ้าใครอยากรวยเป็นเศรษฐี ต้องเอาขี้สามกองนี้ไปทิ้งให้หมด ทำอะไรให้จริง อย่าขี้เกียจ เมาแอ่นไปแอ่นมาแล้วจะรวยได้อย่างไร เอาไปทิ้งเสียได้ก็ร่ำรวยขึ้นได้ ข้อสำคัญเมื่อร่ำรวยเงินทองเป็นเศรษฐีแล้ว ขอให้เป็นคนรวยน้ำใจด้วย จะได้เป็นที่ชื่นชมรักใคร่ของทุกคน

ขี้เมา

คนที่ชอบดื่มของมึนเมา เป็นสิ่งที่ไม่ดี ผิดศิลข้อ 5 ทำให้ชีวิตของคนเรานั้นขาดสติ

ขี้เล่น

ขี้เล่นให้ที่นี้หมายถึง เล่นการพนันทั้งหลาย ตามคำโบราณที่กล่าวไว้ว่า “ โจรปล้นยังเหลือบ้าน ไฟไหม้ยังเหลือที่ ติดเล่นการพนันนั้นไม่เหลืออะไร”

ขี้เกียจ

คนเรานั้นถ้าหากมีความเกียจคร้านอยู่ในตัวแล้วไซร้ ชีวิตจะหาความเจริญไม่ได้เลย

ใครอยากที่จะเป็นเศรษฐีในวันข้างหน้าละก็ รีบทิ้งขี้สามกองนี้นะคะ ขอบพระคุณคำสอน ของ หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี

ขอบคุณข้อมูล http://tumjaipost.com

20 คำพูดนักปราชญ์ ที่ไม่มีวันล้าสมัย…กินใจเสมอ

20 คำพูดสอนใจของสุดยอด 20 ปราชญ์จีน ที่ไม่มีวัน
ล้าสมัย

1. ขงจื๊อ
“สิ่งที่ตัวเราไม่ชอบ… จงอย่าทำกับคนอื่น..”

2. ฮั่วหลัวเกิง
“คนอื่นช่วยเรา… เราจะจำไว้ชั่วชีวิต
เราช่วยคนอื่น… .จงอย่าจำใส่ใจ”

3. ปันกู้
“น้ำใสสะอาดเกินไป… ย่อมไร้ซึ่งมัจฉา
คนที่เข้มงวดเกินไป… ย่อมไร้ซึ่งบริวาร”

4. หลี่ต้าเจา”
“ความไม่พอใจ… ความกลัดกลุ้มหงุดหงิด
ควรจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราฮึดสู้มากยิ่งขึ้น
ไม่ควรเป็นสิ่งที่ทำให้เราท้อแท้…
ห่อเหี่ยวยอมจำนนต่ออุปสรรค์…”

5. ปาจิน
“ในชีวิตของเรา.. มิตรภาพเปรียบเสมือนโคมส่องสว่าง
ดวงหนึ่ง…ซึ่งสาดส่อง จิตวิญญาณของเราให้สว่างไสว
ทำให้ชีวิตของเรามีแสงสีอันงดงาม..”

6. หยางว่านหลี่
“ตัวสกปรกก็คิดจะอาบน้ำ เท้าสกปรกก็คิดจะล้างเท้า
แต่ใจสกปรก กลับไม่คิดที่จะชำระใจ…”

7. หูหลินอี้
“สุขสบายเกินไป… เส้นสายก็พลอยหย่อนยาน
จิตใจก็พลอยขลาดกลัว”

8. ซุนซือเหมี่ยว
“พูดน้อย กลุ้มน้อย ตัณหาน้อย นอนน้อย…
ถ้าสี่อย่างนี้น้อย ก็ใกล้จะเป็นเซียนแล้ว”

9. ลู่ซู
“คนที่เชื่อมั่นในตนเองมากเกินไป…
เป็นคนที่โดดเดี่ยวอ้างว้างที่สุด!”

10. ฟังเสี้ยวหยู
“ไม่มีอะไรแย่เท่ากับความเย่อหยิ่งอวดดี..
ผู้ที่คิดว่าตัวเองไม่ดีพอ คือ คนที่ดีพอ..
ผู้ที่คิดว่าตัวเองดีแล้ว คือ ผู้ที่ดีไม่พอ ”

11. จางจื้อซิน
“ต้องกล้าที่จะมองความจริง..
แม้ว่าความจริงอาจจะทำให้เราเจ็บปวดมาก ๆ ”

12. ซุนยาง
“ความอิจฉา… เป็นอุปสรรคต่อมิตรภาพ
ความระแวงสงสัย… เป็นศัตรูตัวร้ายกาจของความรัก
ความรัก. ถ้าปราศจากความซื่อสัตย์จริงใจต่อกันเสียแล้ว
ก็ไม่อาจเชื่อถือซึ่งกันและกันได้”

13. เจิงจิ้นเสียนเหวิน
“ใช้จิตใจที่ชอบตำหนิผู้อื่น… มาตำหนิตัวเอง…
ใช้จิตใจที่ชอบให้อภัยตัวเอง…ให้อภัยผู้อื่น..”

14. ก่วนจ้ง
“ขี้เกียจแล้วยังฟุ่มเฟือย… ย่อมยากจน
ขยันและประหยัด… ย่อมร่ำรวย..”

15. ขงเบ้ง
“สูงส่งแต่ไม่เย่อหยิ่ง ชนะแต่ไม่ลำพอง
ปราดเปรื่องแต่รู้จักลงเวที เข้มแข็งแต่มีความอดกลั้น..”

16. หลี่ปุ๊เหว่ย
“.ก่อนที่จะเอาชนะคนอื่น..
จักต้องเอาชนะตัวเองให้ได้เสียก่อน
ก่อนที่จะว่าคนอื่น… ควรพิจารณาดูตัวเองเสียก่อน
ก่อนหน้าที่จะรู้จักคนอื่น… ควรจะรู้จักตัวเองเสียก่อน..”

17. เล่าจื๊อ
“ผู้ที่รู้จักคนอื่นเป็นคนฉลาด… ผู้ที่รู้จักตัวเองเป็นคนมีสติ…

18. ซุนวู
“ชมคนด้วยวาจา มีค่ายิ่งกว่ามอบไข่มุกให้เป็นของขวัญ
ทำร้ายคนด้วยวาจา…สาหัสยิ่งกว่าทิ่มแทงด้วยหอกดาบ..”

19. ซือหม่าเชียน
“คนที่ทำได้อาจไม่พูด… คนที่พูดได้อาจทำไม่ได้.!!”

20. ซือหม่าเชียน
“คนเราหนีไม่พ้นความตาย…
แต่ความหมายการตายนั้น ไม่เหมือนกัน..
บ้างมีค่าหนักกว่าขุนเขา..บ้างไร้ค่าเบากว่าขนนก…”

แบ่งปันความมั่งคั่งอย่างมั่นคงโดย Wealth Creation

10 ปลาไทยธรรมดาราคาถูกๆ แต่มี “โอเมก้า 3” สูงไม่แพ้ปลาแซลมอน

ปลาที่เรียกได้ว่ามี “โอเมก้า 3” เป็นที่นิยมกันในปัจจุบัน เพราะช่วยบำรุงร่างกายในหลาย ๆ ด้าน ทั้งหัวใจ สมอง ผิวพรรณ ลดคอเลสเตอรอล และลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง แต่หลายคนอาจทราบแต่เพียงว่า โอเมก้า 3 อยู่ในปลาทะเลน้ำลึก เช่น แซลมอน แต่ที่จริงแล้วกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข บอกไว้ว่า ปลาไทยของเรานี่แหละ มีโอเมก้า 3 สูงไม่แพ้ปลาจากต่างประเทศเลยทีเดียว จะมีอะไรบ้างเรามีรายชื่อมาให้ดูกัน

ปลาทะเล

1. ปลาจะละเม็ดขาว

ปลาจะละเม็ดมีลักษณะรูปร่างป้อมสั้น เกือบเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ลำตัวแบนข้างมาก ตาค่อนข้างเล็ก จะงอยปากสั้นทู่ ปากเล็กและเฉียงขึ้น พบได้ทั้งในฝั่งอ่าวไทย และบริเวณหมู่เกาะอ่างทองมีอยู่ชุกชุม รวมถึงฝั่งทะเลอันดามัน นิยมนำไปนึ่ง หรือทอด เช่น นึ่งบ๊วย นึ่งซีอิ๊ว

2. ปลาสำลี


ปลาสำลี ไม่มีเกล็ดแข็งบนเส้นข้างตัวตอนปลาย ลำตัวค่อนข้างยาว ปลายจะงอยปากมน สีหลังสีเทาอมน้ำตาล สีข้างและท้อง เป็นสีเทาจางลงมาเรื่อย ๆ บริเวณสันท้องจะเป็นสีขาว ขนาดใหญ่ที่สุดยาวถึง 70 เซนติเมตร และน้ำหนักประมาณ 50 กิโลกรัม นิยมนำไปทอด ทำปลาสามรส นึ่งสำลี หรือเผาแล้วทานกับน้ำจิ้มซีฟู้ด

3. ปลากะพงขาว


ปลากะพงขาวสามารถอาศัยอยู่ได้ทั้งน้ำจืด และน้ำกร่อย มีรูปร่างลำตัวหนาและด้านข้างแบน หัวโต จะงอยปากค่อนข้างยาวและแหลม พื้นลำตัวสีขาวเงินปนน้ำตาล แนวสันท้องสีขาวเงิน มีขนาดความยาวประมาณ 20-40 เซนติเมตร พบใหญ่สุดถึง 2 เมตร นิยมนำไปทำอาหารได้หลากหลาย ต้ม ผัด แกง ทอด นึ่ง

4. ปลาทู


ปลาทูมีลำตัวแป้นยาวเพรียว ตาโต ปากกว้าง จะงอยปากจะแหลม เกล็ดเล็กละเอียด มีความยาวประมาณ 14-20 เซนติเมตร ทำอาหารได้ทั้งนึ่ง ทอด ต้มยำ หรือทำน้ำพริกปลาทู โดยใช้เนื้อปลาทูโขลกผสมรวมกับกะปิ และบ้านเรามีขายทั้งปลาทูนึ่งใส่เข่ง และปลาทูสด

5. ปลาเก๋า

ปลาเก๋าเป็นปลาขนาดใหญ่ มีรูปร่างโดยรวม คือ ร่างยาวอ้วนป้อม แบนข้างเล็กน้อย เกล็ดมีขนาดเล็ก สีตามตัวและครีบเป็นดอกดวง แต้ม หรือบั้ง ฉูดฉาดหรือคล้ำทึบแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับชนิดและขนาด สามารถนำมาทำเมนูได้หลากหลาย ทั้งสามรส นึ่งซีอิ๊ว ผัดฉ่า ราดพริก และลวกจิ้ม

ปลาน้ำจืด

6. ปลาดุก

ปลาดุกเป็นปลาไม่มีเกล็ด ลำตัวยาว มีหัวที่แบนและแข็ง มีหนวดยาวแปดเส้น มีครีบหลังและครีบก้นยาวเกินครึ่งของความยาวลำตัว นิยมนำไปทอดกรอบ ผัดฉ่า เมนูที่มีรสชาติร้อนแรงเพื่อกลบความคาว ที่นิยมกันมากก็น่าจะเป็น ยำปลาดุกฟู นั่นเอง

7. ปลาสวาย


ปลาสวายมีส่วนหัวค่อนข้างเล็ก แนวบริเวณหัวถึงครีบหลังลาดตรง ตาอยู่เสมอหรือสูงกว่ามุมปาก รูปร่างเพรียวแต่ป้อมสั้น ครีบสีจาง ครีบหางมีแถบสีคล้ำตามแนวยาวทั้งตอนบนและล่าง ปลาสวายอาจจะคาวได้ ดังนั้นวิธีที่นิยมนำมาปรุงอาหารจึงเป็นการทอดกระเทียม หรือนำไปทอดแล้วค่อยราดน้ำยำมะม่วงสับ

8. ปลาช่อน


ปลาช่อนน่าจะเป็นที่นิยมในหมู่ผู้บริโภคชาวไทยเป็นอย่างมาก มีส่วนหัวค่อนข้างโต รูปร่างทรงกระบอกยาว ครีบหางเรียวปลายมน ปากกว้าง ภายในปากมีฟันเขี้ยวบนเพดาน ลำตัวสีคล้ำอมมะกอกหรือน้ำตาลอ่อน นิยมนำไปใส่ในแกงส้ม ปลาช่อนลุยสวน หรือต้มยำ

9. ปลากราย


มีปากกว้างมาก มุมปากอยู่เลยขอบหลังลูกตา ในตัวเต็มวัยส่วนหน้าผากจะหักโค้ง ส่วนหลังโก่งสูง ในวัยอ่อนจะมีสายเหมือนเสือ และจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเทาเงินเมื่อโตขึ้น ที่เราได้ยินบ่อยๆ คงจะเป็นลูกชิ้นปลากราย ทอดมันปลากราย หรือผัดเผ็ดปลากราย

10. ปลานิล


ปลานิลสามารถอาศัยอยู่ได้ในน้ำจืดและน้ำกร่อย มีขนาดลำตัวใหญ่ ความยาวประมาณ 10-30 เซนติเมตร แพร่ขยายพันธุ์ง่าย และมีรสชาติดี ทำได้หลายอย่างทั้งทอด สามรส ราดพริก นึ่งซีอิ๊ว หรือนึ่งมะนาว

ได้ทราบข้อเท็จจริงกันแบบนี้แล้ว สงสัยต้องรีบไปสอยปลาบ้าน ๆ ของไทยเรามาทานกันแล้วล่ะค่ะ ก็แหม…มีประโยชน์ไม่แพ้ปลานอกราคาแพง ๆ ซะขนาดนี้ ไม่กินของ ๆ ไทย จะไปกินของที่ไหนล่ะคะ จริงไหม??

ขอขอบคุณ  helen

“รู้แต่ไม่ทำ มีค่าเท่ากับไม่รู้” อ่านแล้วโดนใจจริงๆ

1 ไม่รอ
รอเกษียณก่อน รอเก็บให้ครบสิบล้านร้อยล้านก่อน รอให้ลูกโตก่อน รอให้ผ่อนบ้านเสร็จก่อน
เราจำเป็นต้องรอทั้งชีวิตเหรอ สุดท้ายคงได้รอจนถึงพิธีอำลาชีวิตของเราเอง

ทุกคนต้องจากโลกนี้ไปแน่นอน แต่อย่ารอจนต้องจบด้วยความเสียดายหรือเสียใจ สิ่งที่คิดจะทำก็จงทำ อย่ารีรอ อยู่ให้มีความสุขกับชีวิตกันดีกว่า

2 ไม่ยุ่ง
บนโลกใบนี้ แม้จะขาดใครไปก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงแน่นอน โลกก็หมุนของมันไปทุกวัน ดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ขึ้นลงตามปกติ สังคมก็ยังเดินหน้าต่อไป ทุกคนก็มีชีวิตในแบบฉบับของตนเอง

จำไว้ ดูแลตัวเองให้แข็งแรง ให้มีความสุข อยากเที่ยวที่ไหนก็หาโอกาสไปเถอะ

ไม่ต้องไปเที่ยวยุ่งกับคนอื่นโดยไม่จำเป็น คุณอยากยุ่ง เคยถามเขาหรือเปล่าว่าเขาอยากให้เรายุ่งกับเขา

3 ไม่ดู
ปกติเรามองดูด้วยตาสองข้าง ลองมองด้วยตาข้างเดียวบ้าง เรื่องบางเรื่อง รู้ดีรู้มากเกินไป ก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป

อย่าไปคิดแต่จะเปลี่ยนแปลงคนอื่น ทุกๆคนก็มีวิถีชีวิตของตนเอง ลูกหลานโตแล้ว ย่อมมีความสุขในแบบฉบับของเขา อย่าไปยุ่งเขาเลย

4 ไม่ทำ
ไม่ทำเรื่องไม่ดี ไม่ทำเรื่องไร้สาระ สิ่งที่ยากเกินความสามารถ ถ้าทำไม่ไหวจริงๆก็ไม่ต้องทำ อะไรที่คิดว่าทำแล้วจะเสียใจทีหลัง ก็จงหันหลังให้มัน

เมื่ออายุเราเยอะขึ้นก็ต้องยอมรับสภาพ ดูความพอเหมาะ ต้องรู้จักบันยะบันยัง

5 ไม่ให้
ให้ไม่ไหว ก็ไม่ต้องให้
ไม่ควรให้ ก็ยิ่งไม่ต้องให้
สำหรับลูกหลาน ยิ่งให้น้อย พวกเขาจะยิ่งขยันยิ่งฉลาด

พยายามมาทั้งชีวิต เพียงเพื่อหาทุกสิ่งมาประเคนให้ลูกหลานมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่สอนลูกไม่เป็น ในที่สุด ลูกหลานก็คงเก่งแต่เรื่องงอมืองอเท้า ทำอะไรไม่เป็น หิวข้าวก็แค่อ้าปาก อยากได้เงินก็แค่แบมือ ทุกอย่างมาแบบสำเร็จรูป สุดท้าย จะกลายเป็นพวกไม่รู้คุณคน เป็นคนอกตัญญู ความวายวอดคงมาเยี่ยมเยือนแน่นอน

เชื่อเถอะ ถ้าวางตัวเป็น อยู่อย่างสุขใจ ง่ายกว่าอยู่ทุกข์ใจ

ขอบคุณข้อมูล “ขจรศักดิ์”

วิธีรักษาอาการคิดไม่ตก อ่านเถอะจะได้รักษาตัวเอง

1. ของที่สูญเสียไปแล้ว มีความจำเป็นต้องไปเอาคืนมาหรือเปล่า

พระท่านสอนไว้ว่า
ของที่สูญเสียไป แท้จริงก็ไม่เคยเป็นของเราเลย
อย่าเสียดาย ไม่จำเป็นต้องไปเอาคืน

2. ชีวิตนี้เหนื่อยเหลือเกิน จะผ่อนคลายได้ไง

พระท่านสอนไว้ว่า
ชีวิตเหนื่อย ส่วนหนึ่งต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของตัวเราเอง
อีกส่วนหนึ่งนั้น จำต้องเหนื่อยเพื่อสนองตัณหาความอยากของตนและยังชอบไปเปรียบเปรยกับคนอื่น

3. เมื่อวานกับวันนี้ จะควบคุมมันได้ไง

พระท่านสอนไว้ว่า
อย่าให้เรื่องราวของเมื่อวาน มายึดครองพื้นที่ของชีวิตในวันนี้มากเกินไป

4. จะปฏิบัติกับตัวเราเอง และกับคนอื่นอย่างไรให้เหมาะสม

พระท่านสอนไว้ว่า
จงดีกับตัวเองหน่อย
เพราะชีวิตหนึ่งไม่ยาวนัก
และก็จงดีกับคนรอบข้างด้วย เพราะชาติหน้าอาจไม่ได้เจอกันอีก

5. มารยาทคืออะไร

พระท่านสอนไว้ว่า
“ขอโทษ” คือความจริงใจ
“ไม่เป็นไร” คือความสง่างาม
หากคุณได้แสดงออกด้วยความจริงใจไปแล้ว
แต่ไม่ได้รับการตอบรับที่สง่างาม
นั่นเพราะอีกฝ่ายอาจโง่เขลาหรือหยาบคาย

6. จะหาความสมดุลย์ระหว่างความสุขกับความทุกข์ได้ไง

พระท่านสอนไว้ว่า
คนเรามีใจแค่หนึ่งดวง
แต่มีอยู่สองห้อง
ความสุขอยู่ห้องหนึ่ง
ส่วนความทุกข์ก็อยู่อีกห้องหนึ่ง
อย่าหัวเราะดังเกินไป
ไม่งั้นจะไปปลุกให้ความทุกข์ตื่นขึ้นมาวุ่นวาย

7. ลักษณะไหนจึงจะเรียกว่าเป็นคนติดดิน

พระท่านสอนไว้ว่า
ตราบใดที่เราทุกคนยังยืนอยู่บนผืนแผ่นดินเดียวกัน
จงให้น้ำหนักตัวเราเองที่เหมาะสม
อย่าดูหมิ่นดูแคลนตนเองแบบไร้น้ำหนักจนจมมิดดิน
และก็อย่าผยองหลงตัวเองจนใหญ่โตเกินจริงแบบคับฟ้าคับแผ่นดิน

8. ว่ากันว่า ความรักจะค่อยๆเจือจางไปเพราะกาลเวลา

พระท่านสอนไว้ว่า
ความรักทำให้คนลืมกาลเวลา
และกาลเวลาก็จะทำให้คนลืมความรัก

9. คนที่รักกัน แต่ไม่สามารถอยู่ด้วยกัน ทำไงดี

พระท่านสอนไว้ว่า
อยู่ด้วยกันไม่ได้ก็ไม่ต้องอยู่
ชั่วชีวิตหนึ่งก็ไม่ได้ยาวนานอะไรมากมาย
แค่รู้จักหวงแหนความรู้สึกดีๆทุกครั้งที่ได้พบเจอกันก็พอแล้ว

ขอบคุณข้อมูลดีๆ “ขจรศักดิ์”