6 นิสัยคน(เกือบ)รวย

ความรวยใครบ้างไม่อยากมี แต่ดูกันดี ๆ นะครับว่าเรามีนิสัยคนรวย หรือ คน(เกือบ)รวย

1.ขี้เกียจตัวเป็นขน

คนนะครับไม่ใช่ลิงอุรังอุตัง ที่นอนได้ทั้งวัน หรือจะเป็นหมีควายตัวดำ ๆ ใหญ่ ขนเต็มตัว คนเกือบรวยจะเป็นประมาณนี้ขนเต็มตัวแต่เป็นขนขี้เกียจครับ แต่คนรวยเขาขยันอย่างฉลาดครับ ย้ำครับ “ขยันอย่างฉลาด” ไม่ใช่ขยันแบบใช้แรงเข้าสู้อย่างเดียว ใช้ความคิดด้วยนะครับ

2.โลภมากเป็นนิสัย

ไม่รู้จักเอื้อเฟื้อ โกงได้เป็นโกง ขโมยได้เป็นขโมย อยากรวยแต่ไม่รวยเพราะโลภเป็นนิสัย ทำมาหากินให้ใช้ความโลภให้น้อยทำงานให้หนัก ถ้าเป็นประเภทโลภมากทำงานน้อย ไม่เจริญ ไม่ช้าก็เร็วผลของความโลภมากจะทำให้เราไม่มีที่ให้อยู่ ไม่มีแผ่นดินให้กลบหน้า

3.เงินมีไว้ใช้ บริหารไม่เป็น

เก็บเงินไม่อยู่ ใช้เงินไม่เป็น มีเข้ามาก็ใช้ออกไปหมด ใจใหญ่ มือเติบ เหมือนพวกไม่เคยพบเจอเห็นเงิน มีเข้ามาก็หมดไป ไม่รู้จักจัดสรรปันส่วน ให้เหมาะสม ควรเก็บอย่างไร ซื้อของกินของใช้แค่ไหน ไว้ลงทุนเท่าไหร่ ยามแก่เฒ่า ไม่สบายวางแผนเงินอย่างไร นี่คือสิ่งที่คน(เกือบ) รวย ไม่เคยคิด มีเงินเข้ามาก็ลงไปในขวดเหล้า ปอ บ่อน ไพ่ ฯ

4.ไม่ชอบเรียนรู้

แค่จะเรียนในรั้วโรงเรียน มหาลัยก็แทบไม่อยากเรียนแล้ว ออกมาสู่โลกความเป็นจริงทำมาหากิน ยิ่งต้องเรียนรู้ให้มากยิ่งขึ้น คนรวยเขาเรียนรู้ตลอดเวลา อ่านหนังสือ เข้าคอร์สสัมมนา ดูคลิปการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์ แต่คน(เกือบ)รวย หาทำอย่างนั้นไม่ หนังสือโป้ เข้าอาบอบนวด คลิป 18++ เป็นเสียอยู่อย่างนี้ กี่ปีกี่ชาติก็อย่าหวังว่าจะรวย

5.เป้าหมายไม่มี

ก็ทำไปวัน ๆ คืน ๆ จะไปหวังอะไรมากมายกับชีวิต เป้าหมายในชีวิต ถ้าไม่มีบ้างคนเรามันก็เหมือนขับรถไปเรื่อย ๆ ไม่มีจุดหมายปลายทาง มันจะมีความหมายอะไร เกิดมาก็ตายเปล่า เป็นสัพเวสีไม่มีที่อยู่ คนรวยเขามีเป้าหมายในชีวิตชัดเจน ปีนี้ปีหน้าทำอะไร แล้วเขาก็ลงมือทำเพื่อให้ได้สิ่งนั้นเต็มกำลัง ความสามารถ คน(เกือบ)รวยหละ ? ทำอะไร

6.รังเกียจคนรวย

ใช่ซี้ !! คนรวยมันน่าเกียจ มีเงินเห็นแก่ตัว อยากได้อะไรก็ได้ มีเงินหนิ !! ก็คิดกันเสียอย่างนี้ ตัวเองไม่มีไม่หาก็ไปว่าเขา เคยคิดไหมหละครับว่ากว่าเขาจะได้มาลำแข้งลำขาเขาถลอก หกล้มไปกี่ครั้ง เหงื่อไหลไปกี่โอ่ง !! มันก็ไม่ง่ายนะครับว่าเขาจะมีรายได้มากพอ เราเสียอีกมัวแต่คิดรังเกียจ เดียจฉัน ในความรวย ในฐานะของเขา ทำไมไม่มองเขาเป็นแบบอย่างความสำเร็จเพื่อเป็นกำลังใจให้เราสู้ชีวิตหละครับ

เล็กๆ น้อย ๆ สำหรับคนอยากรวยแต่ยังไม่รวย ลด ละ เลิก 6 ข้อพื้นฐาน แล้วตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินกันครับ สักวัน เราจะรวย

ขอบคุณข้อมูล kiattirat.org

วิธีทำบุญอุทิศให้สัมภเวสี ที่หิวโหย โชคลาภสิ่งดีๆ จะตามมา

สวัสดีชาว เส้นทางความรู้ วันนี้ทีมงานจะมาแนะนำเคล็ดลับเสริมดวงให้มีโชคลาภและสิ่งดีๆเข้ามาในชีวิต โดยการอุทิศส่วนบุญกุศลให้ดวงวิญญาณของเหล่าสัมภเวสีที่หิวโหยที่ไม่มีผู้ใดทำบุญกรวดน้ำไปให้ เมื่อเราอุทิศบุญให้เขาแล้ว ผลบุญที่ยิ่งใหญ่ก็จะส่งผลให้มีสิ่งดีๆเข้าหาเรา

บุญกุศลที่ยิ่งใหญ่ คือ การให้โดยไม่ได้หวังผลตอบแทน ซึ่งการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล ก็ถือเป็นการทำบุญที่ยิ่งใหญ่เช่นกัน โดยเฉพาะการอุทิศส่วนบุญให้แก่ดวงวิญญาณของสัมภเวสีที่หิวโหย หรือไม่มีผู้ใดทำบุญกรวดน้ำไปให้พวกเขา
นอกจากการทำบุญตักบาตร หรือให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งกับบุคคลที่มีชีวิตอยู่แล้ว การที่เราอุทิศผลบุญให้แก่ดวงวิญญาณเหล่านั้น ก็เป็นผลบุญที่ยิ่งใหญ่เช่นเดียวกัน สิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้ชีวิตของเราพบแต่สิ่งดีๆเข้ามาเองโดยที่ไม่ต้องร้องขออะไร ถ้าอยากให้มีสิ่งดีๆเข้ามาสู่ชีวิต ลองมาดูวิธีการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่ดวงวิญญาณที่หิวโหยหรือสัมภเวสีดีกว่าว่าควรทำอย่างไร มาเรียนรู้วิธีการที่ถูกต้อง กันตอนนี้เลยค่ะ

การสงเคราะห์ให้กับดวงวิญญาณง่ายๆและได้บุญยิ่งนัก คือ

1.ทุกวันพระข้างแรมให้จัดกระทงใบตอง มีข้าวกุ้งพล่าปลายำ น้ำ หมากพลู ขนมหวาน ปักธูป 1 ดอก ไปไหว้ที่ทาง 3 แพร่ง ให้สวด นะโม 3 จบ แล้วว่า “อิติเวสสุวัณโณ สัพพะภูโตสุขัง” 7จบ แล้วอธิษฐานว่า”ใครที่หิวโหย เชิญมากินอาหารเหล่านี้ได้เลยน๊าา” แล้วอย่าหันกลับไปมอง เป็นการสะเดาะเคราะห์ให้ตนเองไปในตัวด้วย

 

2.ถวายธูปเทียนแก่ศาลเจ้าที่เจ้าทางทั้งหลาย พร้อมไฟแช็คหรือไม้ขีด โดยไปถวายในศาลทั่วๆไปที่มีคนไหว้ให้ถวายในวันพระข้างแรมเช่นกัน เวลาถวายให้จุดธูป 5 ดอก แล้วว่า “อมอิมัง ธูปะบูชา ภุมมะเทวา สุขิตาโหนตุ” (7 จบ)

3.ไหว้ธูป 1 ดอก ทุกวันหน้าบ้าน ด้วยขนมหวาน ข้าว 1 ปั้น หมูปิ้ง 1 ชิ้น ใส่ในกระทงใบตองก็ได้พร้อมหมากพลูและน้ำ 1 แก้ว ให้สวด “อิติ ธรณี ไมตรี เมตตา ภูตา ภุมมิ มหาลาภัง ภะวันตุเม” (7 จบ)
เหมาะสำหรับคนที่เปิดร้านค้าขายจะดีเป็นพิเศษ ควรทำก่อนเที่ยง

บุญประเภทนี้หาทำได้ยาก เพราะโปรดวิญญาณเร่ร่อน ที่โมทนารับบุญกุศลไม่ได้ ต้องผ่านเครื่องสรวงเซ่นบูชา เดินทางไปที่ใดๆเหล่าภูติจะเมตตาเปิดทางให้พบแต่สิ่งดีๆ เจ้ากรรมนายเวรให้อโหสิโดยง่าย แสดงออกถึงความอ่อนน้อม และ มีเมตตา เวรภัยไม่รบกวน

เรื่องของบุญกรรม ดวงชะตา เป็นความเชื่อส่วนของบุคคล ควรใช้วิจารณญาณในการอ่าน! สุดท้ายนี้! เส้นทางความรู้ ขอทิ้งท้ายไว้ว่า…ทุกความสำเร็จสามารถสร้างได้ด้วยมือของคุณอยู่แล้ว อย่ามัวแต่นั่งรอโชคชะตา จงรีบลุกขึ้นสร้างสิ่งต่างๆ ตั้งใจทำงาน ด้วยมือของคุณ แล้วเงินที่คุณฝันไว้จะไหลเข้ากระเป๋ามาเอง สู้ๆน้า!

ขอบคุณข้อมูลดีดีจาก แก้งบิวตี้

คบกันแล้วชีวิตดีงามขึ้น เนื้อคู่กันทุกภพทุกชาติ! ตำราดูคู่สมพงษ์ ตามหลักโหราศาสตร์ไทย

สำหรับใครที่อยากเช็คว่าคนรักของเรานั้นเป็นคู่สมพงษ์กันเปล่า รีบมาอ่านกันเลยนะ! วันนี้ เส้นทางความรู้ จะพาเพื่อนๆไปเปิดตำราโบราณ ดูคู่สมพงศ์ ของแต่ละคน ว่าใช่เนื้อคู่กันหรือเปล่า? หากคบกันแล้ว ชีวิตจะเป็นอย่างไร รุ่งหรือร่วง โดยมีวิธีการคำนวณง่ายๆ ดังต่อไปนี้!

*วิธีคำนวณ นำเอาอายุในปีนี้ ระหว่างคุณกับคู่รัก บวกรวมกัน คูณด้วย 3 แล้วหารด้วย 7

ตัวอย่างเช่น ชายอายุ 32 ปี หญิงอายุ 25 ปี  32 + 25 =  57 x 3 = 171 / 7 = 24.4  เศษก็เท่ากับ 4

มื่อได้ผลลัพท์แล้ว ตามไปดูคำทำนาย ดังนี้!

เศษ 0 = ระวังปัญหาด้านนิสัยส่วนตัวจะทำให้แตกแยก แก้เคล็ดโดยการตักบาตรวันเกิด ทำบุญร่วมขัน จะทำให้ชีวิตรักดีขึ้น

เศษ 1 = ชีวิตรักราบรื่น แต่ดวงสมรสมักไม่ราบรื่น ควรปล่อยหอยขม พ้นความขมขื่น จะเสริมให้ชีวิตดีขึ้น

เศษ 2 = ดวงความรักอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน แต่ก็มีดวงของอุปสรรคสั่นคลอน ควรถวายพระศรีศากยมนุเสริมดวง

เศษ 3 = ความรักมีปัญหา กรรมเก่าตัดรอน ควรถวายเทียนคู่เสริมดวงคู่จะดีขึ้น

เศษ 4 = คู่บุญ ร่ำรวย เสริมกัน หมั่นทำบุญใหญ่ก็ยิ่งจะดีขึ้น

เศษ 5 = อธิษฐานมาเจอกัน ชีวิตช่วยกัน แต่ก็มีดวงอุปสรรคสั่นคลอน หมั่นห่มผ้าพระประธานจะดีขึ้น

เศษ 6 = พลัดพรากจึงมาเจอกัน ถือเป็นเป็นคู่มิตร แต่ก็ยังมีดวงพลัดพรากอยู่ ชีวิตต้องหมั่นกตัญญูต่อพ่อและแม่

เศษ 7 = คู่ขัดจากอดีตชาติ บททดสอบมากมาย ควรหมั่นทำบุญจะสมบูรณ์ ให้หมั่นถวายเทียนคู่ชีวิตรักก็จะดีขึ้น

เศษ 8 = คู่รักจากอดีตชาติ  จะสมบูรณ์พูนสุข หากหมั่นถวายเทียนคู่ชีวิตรักก็จะดีขึ้น

เศษ 9 = ดวงความรักขัดแย้งกัน เนื่องจากวาจาหรือว่าบุคคลที่ 3 แก้เคล็ดด้วยยการไปปล่อยปลาทั้งคู่ เหมือนกับปล่อยเคราะห์กรรม และความรักจะดีขึ้น

หมายเหตุ*  บางตำราอาจมีวิธีดูศาสตร์ตัวเลขที่ต่างกัน

ขอบคุณข้อมูลแก๊งบิวตี้

7 ข้อนี้ทำให้ ใจสุข ชีวิตสุข หมดความทุกข์ สุขสมหมาย

“ใจสุข ชีวิตสุข หมดความทุกข์ สุขสมหมาย ใจสุข กายสบาย จิตแจ่มใส ไร้โรคา”
“ใจ”ตามความหมายของพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง สิ่งที่ทําหน้าที่รู้ รู้สึก นึก และคิด เช่น ใจเต้น กลั้นใจ อึดใจ หายใจ ความรู้สึกนึกคิด เช่น ใจคด ใจซื่อ เป็นต้น
“สุข”ความสุข หรือ สุข พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน นิยามว่า ความสบายกาย สบายใจ ความรู้สึกหรืออารมณ์ ประเภทหนึ่ง มีหลายระดับตั้งแต่ความสบายใจ เล็กน้อยหรือ
ความพอใจ จนถึงความเพลิดเพลินหรือเต็มไปด้วยความสนุก

ทำอย่างไร ใจถึงจะสุข และชีวิตสุข ผู้เขียนได้รวบรวมเคล็ดลับที่ทำให้ใจสุข ชีวิตสุข 7 ข้อ ดังนี้
1.พอใจในชีวิต คิดทางบวกอยู่เสมอ มีความเพียงพอ รู้จักประหยัด การมีหนี้สินหรือการใช้จ่ายเกินตัว ทำให้เราเป็นทุกข์ สิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตนั้นมีไม่กี่อย่าง แต่สิ่ง
ที่เราต้องการมีมากจนไม่รู้จบ ให้เรารู้จักพอใจในสิ่งที่เรามีอยู่ ว่าเรามีเพียงพอแล้ว ความละโมบทำให้เราเกิดความทุกข์ จากการไม่รู้จักพอ แต่เราต้องรู้จักให้รางวัลกับตัวเองบ้าง ทำตัว
ให้มีชีวิตชีวา และหัดใช้ชีวิตแบบเรียบ-ง่าย-ประหยัด เช่น ถ้าจะดื่มกาแฟ..ไม่จำเป็นว่ากาแฟนั้นจะต้องราคาแพงมียี่ห้อ หัดดื่มกาแฟธรรมดาๆ แก้วนี้ให้มีความสุขได้ ด้วยใจของเรา”
2.รู้จักการมองคนอื่นในแง่ดี ไม่อิจฉาริษยา ความอิจฉาริษยา คือ “ไม่พอใจหรือเจ็บใจที่เห็นคนอื่นได้ดีและอยากได้อยากมีอย่างเขาบ้าง” ความอิจฉาริษยาเป็นเหมือนเนื้อร้ายที่
สามารถทำลายชีวิตและความสุขของคนเรา ความอิจฉาริษยาสามารถทำให้คนเราหมดความยินดีและไม่เห็นค่าสิ่งดี ๆ ในชีวิต การที่เรามองคนอื่นด้วยสายตาแห่งความสุข ปราศจากการ
โกรธ เกลียด หรือวาดระแวง แค่นี้ก็จะทำให้ชีวิตของเรานั้นมีความสุขขึ้นมาได้
3.มองตนเองว่ามีค่า พัฒนาความรักต่อคนอื่น เรานั้นมีค่ากับคนที่รักเราเสมอ ไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ ญาติ พี่น้อง หรือเพื่อนสนิท ดังนั้นเมื่อเกิดความรู้สึกไม่ดี เสียใจ ไม่ว่า
เรื่องอะไรก็ตาม อย่าไปยึดติดกับมัน ปล่อยให้ผ่านไป และคิดอยู่เสมอว่าชีวิตเรามีค่ามากกว่าที่จะต้องไปจมปลักอยู่กับมัน ให้เรารู้จักการให้ มีน้ำใจพัฒนาความรักต่อคนอื่น การเอื้อเฟื้อ
เผื่อแผ่ จะเป็นวิธีการเสริมสร้างความสุขทางใจอย่างหนึ่ง และให้เราคิดเสมอว่าการให้นั้นมักจะนำสิ่งดีๆ มาสู่ ทั้งผู้ให้และผู้รับ แค่นี้เราก็จะมีความสุขแล้ว
4.มีความหวัง มีจิตใจเข้มแข็ง ความหวังนั้นเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจของมนุษย์ ทำให้เกิดความมุมานะ ความเพียรพยายาม ดังนั้นคนเราจึงจำเป็นต้องมี ความหวังอยู่เสมอ
แม้ว่าจะมีชีวิตอยู่กับความยาก ลำบากเพียงใด จงคิดและทำทุกอย่างในวันนี้ อย่างเต็มที่ และมีความหวังอยู่เสมอ
5.ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด หมายถึง การมีชีวิตอยู่กับปัจจุบันอย่างมีความสุข อย่าไปกังวลถึงอดีตหรืออนาคตที่ยังมาไม่ถึง เพราะเราไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ ดังนั้นจึงควรที่จะมีชีวิต
ในวันนี้อย่างมีความสุข และทำทุกอย่างให้ดีที่สุด รวมทั้งมีเป้าหมายในชีวิต คนที่มีเป้าหมายในชีวิตจะพยายามไปถึงจุดนั้นและจะมีความรู้สึกที่ดีต่อตัวเองและต่อชีวิต แล้วอนาคตที่ดีก็จะ
มาหาเราเอง
6.ทำดีกับทุกคน การทำดีกับผู้อื่นจะช่วยสร้างความสุขให้แก่ตัวเรา ไม่ว่าความดีที่เราทำนั้นจะเล็กน้อยเพียงใด แต่จะช่วยสร้างความรู้สึกที่ดีต่อตัวเราได้
7. ทำ ‘5ส’ กับชีวิตเสมอ
7.1 สะสาง (ทำให้เป็นระเบียบ) คือ การแยกระหว่างของที่จำเป็นต้องใช้กับของที่ไม่จำเป็นต้องใช้ขจัดของที่ไม่จำเป็นต้องใช้ทิ้งไป
7.2 สะดวก (วางของในที่ที่ควรอยู่) คือ การจัดวางของที่จำเป็นต้องใช้ ให้เป็นระเบียบสามารถหยิบใช้งานได้ทันที
7.3 สะอาด (ทำความสะอาด) คือการปัดกวาดเช็ดถูสถานที่ สิ่งของ อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องจักร ให้สะอาดอยู่เสมอ
7.4 สุขลักษณะ(รักษาความสะอาด) คือ การรักษาและปฏิบัติ 3ส ได้แก่ สะสาง สะดวก และสะอาดให้ดีตลอดไป
7.5 สร้างนิสัย (ฝึกให้เป็นนิสัย) คือ การรักษาและปฏิบัติ 4ส หรือสิ่งที่ กำหนดไว้แล้วอย่างถูกต้องจนติดเป็นนิสัย
อย่างไรก็ตาม คุณลองให้ใจปฏิบัติตามเคล็ดลับที่ทำให้ใจสุข แล้วก็หมั่นตรวจสุขภาพกายและใจอยู่เสมอ ว่าตอนนี้ยังดีอยู่หรือไม่ แม้ว่าจะดีอยู่ ก็ควรปฏิบัติอย่าละเลย ซึ่งจะช่วยเป็น
เกาะป้องกันเราจากปัญหาสุขภาพใจได้ดีทีเดียวค่ะ…

อย่าริอาจลองใจใคร! ตรงใจมากอยากให้อ่านครับ

เมื่อใดที่เธอเหนื่อย มีคนมากมายบอกกับเธอว่า “เหนื่อยก็ไม่ต้องทำแล้วพักบ้างเถอะ” แต่คนที่พูด หยิบยื่นเงินให้เธอใช้ไหม?

เมื่อใดที่เธอป่วย มีคนมากมายบอกกับเธอว่า “กินยาแล้วพักผ่อนเยอะๆนะ” แต่จะมีสักกี่คนที่ซื้อยามาให้เธอกิน?

เมื่อใดที่โทรศัพท์เธอพัง มีคนมากมายบอกกับเธอว่า “พังแล้วก็เปลี่ยนเครื่องใหม่เถอะ” แต่มีใครให้เงินเธอเพื่อไปซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่?

เมื่อใดที่เธอเผชิญกับความลำบาก มีคนมากมายบอกกับเธอว่า “เดี๋ยวมันก็ผ่านไปไม่ต้องคิดมาก” แต่จะมีสักกี่คนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือยามเธอลำบาก?

เธอเอ๋ย ละครโรงใหญ่ของโลกใบนี้ไม่เคยขาดคนชม หากเธอไม่พยายาม วันใดที่เธออับจน ใครสักกี่คนจะยื่นมือเข้ามาอุ้มชู?

วันใดที่เธอเจ็บป่วยถึงขั้นนอนติดอยู่กับเตียง
วันนั้นเธออาจไม่มีอะไรให้กลัวอีกต่อไป แต่ใครๆ ต่างจะพากันกลัวเธอ!

พ่อแม่กลัวเธอไม่หาย!
ญาติๆ และผองเพื่อน กลัวเธอยืมเงิน!
คู่ชีวิตกลัวเธอจะทำให้เขาเหนื่อย
โรงพยาบาลกลัวเธอจะไม่มีเงินจ่ายค่ารักษา

ถึงตอนนั้น กำลังวังชา ความภาคภูมิใจได้อันตรธานหายไปจนหมดสิ้น
ดังนั้น เธอต้องดูแลสุขภาพของตัวเธอให้ดี สุขภาพไม่ดี ทุกสิ่งที่มีก็ไม่ใช่ของเธออีกต่อไป!

เธอบอกว่าแมวไม่ขโมยกิน เธอลองเอาปลาไปวางดูสิ!

เธอบอกว่าสามีไม่มีทางเป็นอื่น เธอให้เด็กสาวทดลองดูสิ!

เธอบอกว่า พ่อเมีย แม่เมีย รักเธอมาก เธอลองตีลูกสาวของเขาดูสิ!

เธอบอกว่าพ่อผัว แม่ผัว รักเธอมาก
เธอลองพูดถึงเรื่องมรดกดูสิ!

เธอบอกว่าเถ้าแก่ให้ความสำคัญกับเธอมาก เธอลองต่อรองอะไรบางอย่างสิ!

เธอบอกว่ามีญาติเป็นเศรษฐี เธอลองเอ่ยยิมเงินเขาสิ!

เธอบอกแฟนรักเธอมาก เธอลองเจ็บป่วยดูสิ!

สังคมในวันนี้ อย่าได้ริอาจไปลองใจใคร เพราะหากเธอลองใจใครเมื่อใด เธอจะรู้ว่า “The End” มันคืออะไร!

อย่าลองใจใคร เพราะมันจะทำให้เธอเศร้าใจ

คำพูดบางคำ แค่ฟังก็พอ อย่าไปจริงจัง
เรื่องบางเรื่อง แค่รู้ก็พอ อย่าพูดจนหมดเปลือก
คนบางคน เข้าใจก็พอ อย่าศึกษาจนถ่องแท้
ใครดีใครร้าย รู้อยู่แก่ใจก็พอ

ขอบคุณข้อมูล นุสนธิ์บุคส์

15 นิสัยที่บอกว่าคุณเป็น ‘คนเซนซิทีฟ’

เคยรู้สึกมั้ยว่าตัวเองรู้สึกกับเรืองต่างๆลึกซึ้งกว่าคนอื่น กังวลว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับเรื่องแบบนี้มั้ย คุณชอบสถานที่สงบๆมากกว่าการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่วุ่นวายใช่มั้ย

ถ้าคำตอบของคุณคือใช่ คุณอาจจะเป็นคนที่เซนซิทีฟสูง ดอกเตอร์ Elaine N. Aron เริ่มทำการวิจัยนิสัยของคนที่เซนซิทีฟสูง ในปี 1990 ดร.ได้ทำแบบทดสอบออกมา มาลองดูกัน

1.รู้สึกกับเรื่องต่างๆอย่างลึกซึ้ง
พวกเขามีนิสัยชอบคิดออย่างลึกซึ้ง ใช้สัญชาติญญาณในการตัดสินใจ

2.มีปฏิกิริยาตอบสนองทางอารมณ์ที่รุนแรง
พวกเขามักจะมีความรู้สึกที่รุนแรงต่อสถานการณ์บางอย่าง แล้วก็จะกังวลกับปฏิกิริยาตอบสนองในแง่ลบของคนอื่น

3.พวกเค้ามักจะได้ยินประโยคเหล่านี้บ่อยๆ ไม่ต้องเก็บเอามาคิด มันไม่เกี่ยวกับคุณ ทำไมคุณต้องเซนซิทีฟขนาดนี้
ความเซนซิทีฟอาจจะเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม ในบางสังคน อาจจะมีคนพูดว่า เธอเซนซิทีฟเกินไปแล้ว แต่ในบางสังคมนี่อาจจะเป็นข้อดี

4.ชอบออกกำลังกายคนเดียว
คนที่มีความเซนซิทีฟสูงมักหลีกเลี่ยงการออกกำลัง หรือเล่นกีฬาเป็นกลุ่ม

5.พวกเขาต้องการเวลาในการตัดสินใจนานกว่าคนอื่น
คนเซนซิทีฟสูงจะคิดอะไรอย่างรอบคอบ ซึ่งนั่นก็ทำให้พวกเขาตัดสินใจเรื่องต่างๆลำบาก

6.เวลาตัดสินใจพลาด จะไม่พอใจอย่างมาก
คนเซนซิทีฟทั้งหลายจะมีปฏิกิริยาต่อการตัดสินใจพลาดรุนแรงกว่าคนอื่น

7.ใส่ใจในรายละเอียด
คนเซนซิทีฟสูงจะใส่ใจในทุกรายละเอียด

8.ไม่ใช่ว่าคนเซนซิทีฟทุกคนจะเป็นคนเก็บตัว
มากกว่า 30% เป็นคนเปิดเผย

9.เมื่อทำงานเป็นทีม คนเซนซิทีฟจะมีผลงานดีเลิศ
คนพวกนี้จะคิดลึกคิดล้ำ คิดหลายชั้น พวกเขามักจะพูดว่า ไม่จำเป็นต้องตัดสินใจตอนนี้ก็ได้

10.มีภาวะที่ง่ายต่อการเป็นคนขี้วิตกกังวลและซึมเศร้า
ถ้าคุณเคยมีประสบการณ์ชีวิตที่ไม่ดี โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่น อาจจะทำให้กลายเป็นคนไม่ไว้ใจใครง่ายๆ

11.สำหรับพวกเขาเสียงดังรบกวนสร้างปัญหาให้เขามากกว่าคนทั่วไป
พวกเขามีความอดทนต่อเสียงรบกวนต่ำ ไม่สามารถจัดการปัญหาวุ่นวายเหล่านี้ได้

12.ร้องไห้ง่าย
พวกเขาต้องการสิ่งแวดล้อมที่ทำให้รู้สึกถึงความปลอดภัย การร้องไห้เป็นวิธีการแสดงออกอย่างหนึ่ง

13.มีมารยาทมาก
พวกเขาจะคิดแทนคนอื่น และเป็นคนรู้ผิดชอบชั่วดี การแสดงออกของพวกเขามีมารยาทเสมอ

14.มีปฏิกิริยาต่อการวิพากษ์วิจารณ์ลึกซึ้ง
พวกเขามีปฏิกิริยาตอบสนองต่อการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง

15.ชอบออฟฟิศที่ปิดเป็นสัดส่วน ไม่ชอบที่โล่งกว้าง
คนเซนซิทีฟชอบการมีพื้นที่ส่วนตัว พวกเขาชอบที่จะสามารถควบคุมดูแลพื้นที่ของตัวเองได้ และนั่นก็ทำให้งานมีความท้าทายมากขึ้น
ตรงกับคุณบ้างมั้ยคะ

ขอบคุณข้อมูล liekr.com

9 วิธีเป็น ‘คนเจ้าเสน่ห์’ ที่มีความสุข

หลายคนอาจมั่นใจในตัวเองว่าเป็นคนมีเสน่ห์ และถูกแวดล้อมด้วยคนรอบข้างตลอดเวลา แต่แน่ใจหรือว่าคุณเป็นคนเจ้าเสน่ห์ที่มีความสุขในชีวิตจริงๆ ไม่ใช่แค่คนมารุมล้อมคุณเพราะการที่คุณลงทุนทุ่มเงินหรือสิ่งตอบแทนให้เขาเหล่านั้น “หนังสือ 104 วิธีสู่การเป็นคนน่ารัก” ได้ให้แง่คิดการมีชีวิตแบบเป็นสุข จนอดหยิบยกมานำเสนอให้กับสาวเจ้าเสน่ห์ที่อยากมีความสุขที่แท้จริงไม่ได้ว่า จริงๆ แล้ว การหันมามองตัวเองเป็นการสร้างความสุขให้กับตัวเองมากที่สุด

1. สร้างเป้าหมายให้กับชีวิต

ดัชนีที่สามารถใช้ชี้วัดความกระตือรือร้นและพลังชีวิตของแต่ละคน คือความสามารถในการสร้างเป้าหมายในชีวิต ลองถามตัวเองให้แน่ในเกี่ยวกับเป้าหมายระดับต่างๆ ที่ตั้งไว้ เพราะสิ่งนั้นควรจะเป็นเรื่องที่เราต้องการจริงๆ มีเวลาและพลังงานมากพอ รวมทั้งคุ้มค่าต่อความพยายามที่แลกไป เป้าหมายในระดับสูงน่าจะเป็นสิ่งสะท้อนถึงคุณค่าที่เรายึดถือในชีวิตอย่างแท้จริง เพื่อที่ว่าจะได้เกิดแรงผลักดันในการไปให้ถึง

2. กำหนดแต่ละก้าวสู่จุดหมายให้ชัดเจน

แต่ละก้าวที่เรามุ่งไปสู่จุดหมาย เมื่อสิ้นสุดภารกิจแต่ละขึ้นตอน สูดหายใจลึกๆ และทบทวนอีกครั้งว่าก้าวต่อไปจะแตกต่างจากเดิมอย่างไร ด้วยวิธีนี้จะทำให้เรามองเห็นขึ้นต่อไปชัดเจนขึ้น และมีพลังงานสำรองมากพอที่จะลุยไปข้างหน้า หากเป้าหมายที่วางไว้เป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยทำมาก่อนเลยในชีวิต ลองปรึกษากับคนที่ประสบความสำเร็จมาก่อน ใช้คำแนะนำและชัยชนะของพวกเขามาเป็นแรงกระตุ้นที่มีประโยชน์สำหรับเรา แล้วทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด

3. รักษาทัศนคติในแง่บวกและความกระตือรือร้นเอาไว้ให้ดี

กฎทองที่ควรมีไว้เตือนใจตัวเองเป็นประจำคือ พยายามเพ่งมองผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจากสิ่งต่างๆ ที่เรากำลังทำอยู่ในแง่ดี มากกว่ามองในแง่ลบ แล้วสิ่งนี้เองที่จะสะท้อนไปถึงสิ่งแวดล้อมในการทำงาน ที่คุณจะสามารถเข้ากับเพื่อนร่วมงานได้เป็นอย่างดี ทำให้มีความสุขในการทำงานเพิ่มขึ้น

4. รู้จักใช้ศิลปะในการวิพากษ์วิจารณ์

อีกเรื่องหนึ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้พ้นทั้งในชีวิตส่วนตัวและชีวิตการงานคือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งที่เราเป็นผู้กระทำและเป็นฝ่ายถูกกระทำ ไม่ว่าจะเป็นมุมไหนก็ตาม ศิลปะในการวิพากษ์วิจารณ์ที่สร้างสรรค์มีกฎง่ายๆ อยู่ไม่กี่ข้อ คือ มีจุดประสงค์ในการวิจารณ์ที่เสนอทางออกที่เป็นจริง รวมทั้งให้คำแนะนำที่ดีในการแก้ปัญหา ในการวิพากษ์วิจารณ์ควรทำเป็นส่วนตัวไม่ใช่ในที่สาธารณะ และคำนึงถึงความรู้สึกที่ละเอียดอ่อนต่างๆ ด้วย หากทำได้ตามขั้นตอนเหล่านี้ การวิพากษ์วิจารณ์นั้นๆ จะให้ผลในแง่ดี

5. พูดคำว่า “ไม่” เสียบ้าง เพื่อลดความเครียดลง

ดูเหมือนว่าความเครียดส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันมาจากการปฏิเสธคนไม่เป็น หรือการไม่พูดคำว่า “ไม่” ออกไปชัดเจน ในบางสถานการณ์โดยเฉพาะในชีวิตการทำงาน การปฏิเสธในเวลาที่เหมาะสมไม่ใช่เรื่องเลวร้ายหรือทำให้ดูไร้น้ำใจเสมอไป เพียงแต่ต้องเลือกวิธีการและจังหวะเวลาให้ดี ปฏิเสธอย่างชัดเจนในกรณีที่ทำไม่ได้จริงๆ พูดสั้นๆ แค่ “ไม่ค่ะ ขอบคุณมาก” แต่ในบางกรณีอาจปฏิเสธพร้อมเหตุผลสั้นๆ เช่น “ไม่สะดวกค่ะ ต้องรีบเตรียมรายงานสำหรับวันพรุ่งนี้” การมีท่าทียิ้มแย้มจะทำให้การปฏิเสธนั้นไม่ดูก้าวร้าว

6. มองหาศรัทธาในชีวิต

ในชีวิตคนเราจำเป็นต้องมีศรัทธาต่อบางสิ่งอยู่เสมอ ศรัทธาคือความเชื่อมั่นหรือการให้คุณค่าต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็นความหมายและคำอธิบายต่อการได้เกิดมามีชีวิตอยู่บนโลกนี้ ง่ายๆ อย่างเช่นความศรัทธาที่มีต่อศาสนา ซึ่งถ้าเราจะยึดถือในเรื่องศาสนาได้อย่างพอดีก็นับเป็นเรื่องดีมาก เมื่อมีศรัทธาแล้ว ก็หันมายอมรับและพอใจกับตัวเอง ด้วยการค้นหาความสำเร็จสูงสุดในชีวิตให้เจอแล้ว แล้วมีความพอใจกับมัน แค่นี้ความพอใจในชีวิตก็จะเกิดขึ้นเอง

7. ดูแลสุขภาพกายใจให้ดีอยู่เสมอ

อย่าหลงลืมเป็นอันขาด การดูแลสุขภาพกายและใจให้แข็งแรงอยู่เสมอ เป็นเรื่องพื้นฐานที่เราต้องทำให้เป็นวินัยไปชั่วชีวิต เพราะเมื่อสุขภาพดีเป็นเบื้องต้นแล้ว เท่ากับว่าต้อนทุนชีวิตของเรามีตุนอยู่เต็มกระเป๋า โดยเริ่มด้วยการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ อย่ามัวคุมอาหารจนผอมหัวโต ออกกำลังกายเป็นประจก อย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 20 นาที และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ คุณภาพชีวิตเต็มร้อยแน่นอน

8. อิ่มใจกับความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิต

ไม่จำเป็นเสมอไปที่ความอิ่มเอิบใจ จะมาจากความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ เพราะมีตัวอย่างหลายต่อหลายเรื่องที่ทำให้เห็นว่า ความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ต่างหากที่จะนำไปสู่ชัยชนะที่สูงที่สุดในชีวิต ดังนั้นลองหันมาชื่นชมกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำสำเร็จดูบ้าง หากรู้จักอิ่มใจแล้ว ทีนี้ก็มอบความรักให้กับผู้อื่นด้วยการให้อภัย และพร้อมที่จะยกโทษให้คนรอบข้างได้เสมอ

9. ฟื้นฟูคุณค่าให้ตัวเอง ในวันที่แสนท้อแท้

คงจะมีบ้างในบางวันที่รู้สึกล้มเหลวและเป็นผู้แพ้ แทนที่จะปล่อยให้ตัวเองหมดแรงนอนซม หรือตามใจตัวเองผิดๆ ด้วยการกินอย่างไม่บันยะบันยัง ดังนั้นลองหาวิธีง่ายๆในการสร้างกำลังใจให้ตัวเอง เช่น ใช้เวลายามเย็นเดินชมสวน โทรคุยกับเพื่อนเก่าที่มีคำพูดดีๆ ให้เราเสมอ

สุดท้ายพึงระลึกอยู่เสมอว่า ไม่ใช่แค่คุณคนเดียวที่ก้าวย่างอยู่บนโลกกลมๆ ใบนี้ หากมีปัญหาหรือท้อแท้ หรือแม้แต่กำลังมีความสุข ก็อย่าลืมนึกถึงคนรัก ครอบครัว และเพื่อนๆ มาอยู่แวดล้อมคุณด้วย

4 วิธีปรับเปลี่ยนทัศนคติ เอาชนะ “ความท้อแท้”

คนเราจะแพ้ได้สักกี่ครั้ง แล้วจะมีกี่ครั้งที่เรารู้สึกสิ้นหวัง ท้อแท้ หมดกำลังใจ หนึ่งในวิธีที่จะทำให้คุณลุกกลับมาได้ไว คือการปรับเปลี่ยนทัศนคติ แค่คิดบวก อย่างน้อยเราอาจไม่ชนะหรือลุกขึ้นมาหายจากอาหารสิ้นหวัง แต่อย่างน้อยเราก็ชนะความท้อแท้ได้แล้วหนึ่งก้าว

1.เริ่มจากคิดบวกมองโลกในแง่ดี
ไม่ได้เป็นคนโลกสวย แต่อย่างน้อยถ้าสิ่งที่ทำให้ทุกข์ใจเราพลิกมันกลับกลายเป็นมุมมองในแง่ที่ดี ก็มีกำลังที่จะลุกต่อไปทำให้สำเร็จ ไม่ท้อแท้ หมดหวังตั้งแต่กลางทาง แทนที่จะคิดในแง่ลบตั้งแต่แรกว่าเราทำไม่ได้หรอก ทำไมไม่ทำให้เชื่อว่าเราสามารถบรรลุเป้าหมายได้ ถ้าลงมือทำทีละเล็กทีละน้อยและมุ่งมั่นทำต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสำเร็จ

2.ปลดล็อคความกลัว
ลองถามตัวเองว่าทำไมถึงทำไม่ได้ ถ้ามันเริ่มจากความกลัว หรือตีตนไปก่อนไข้ กลัวว่าจะทำมันไม่สำเร็จ หรือเคยเกิดเหตุการณ์ทำแล้วท้อแท้ในครั้งเก่า หากมีครั้งที่สองจะยิ่งตอกย้ำความล้มเหลวของตัวเองอีก ถ้าข้อนี้คือเหตุผลที่ทำให้เกิดความท้อแท้ ปลดล็อคมันซะ มันอาจจะไม่ได้ปลดออกง่ายๆ แต่เชื่อเถอะว่าถ้าคุณก้าวข้ามผ่านเส้นนี้ไปได้ ก็สำเร็จไปแล้วหนึ่งขั้น

3.เข้าใจตัวเอง เลิกเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น
มองตัวเองให้ชัด เข้าใจตัวเองให้ดีเสียก่อน ก่อนเอาตัวเองไปเปรียบกับคนอื่น เพราะความท้อแท้ก็เริ่มจากมองคนอื่น เห็นเขาดีกว่า เก่งกว่า แต่เราไม่รู้หรอกว่าพวกเขาเหล่านั้นต้องผ่านความยากลำบากและความท้อแท้ใจมามากแค่ไหนถึงจะประสบความสำเร็จอย่างที่เราเห็นอยู่นี้ สิ่งที่เราทำได้ในตอนนี้คือพยายามทำให้ดีที่สุด ตั้งใจทำสิ่งที่เราทำได้เพื่อบรรลุเป้าหมาย อย่าเปรียบเทียบสิ่งที่เห็นอยู่ภายนอกกับผู้อื่น ไม่อย่างนั้นเราจะท้อแท้และลืมทำตามเป้าหมายของตนให้สำเร็จ

4.ละวางความโกรธ
ทำไมโกรธแล้วถึงท้อแท้ เพราะเราอาจจะโกรธเพราะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเรื่องราวในอดีต จนทำให้รู้สึกท้อแท้ ให้ระลึกไว้เสมอว่าแม้ทุกคนจะมีอารมณ์โกรธกันได้เป็นธรรมดา แต่โกรธแล้วก็ไม่ก่อประโยชน์ใดๆ ละวางความโกรธแค้นในอดีตและสนใจเป้าหมายในปัจจุบันของเราก็พอ

วิธีที่จะควบคุมความโกรธได้ดีที่สุด ได้แก่ สูดหายใจเข้าลึกๆ และหากิจกรรมอื่นๆ เช่น ดูหนัง อ่านหนังสือ หรือจดบันทึกความโกรธไว้เตือนสติเราในวันข้างหน้า

ขอบคุณ goodlifeupdate

7 วิธี ที่จะทำให้คุณเลิกเป็นคน คิดเล็ก คิดน้อย

คุณอาจจะคิดว่า “พอได้แล้วน่า…ตัดสินใจซะทีเถอะ” แต่พอผ่านไปแค่ไม่กี่นาที ความลังเลและหวั่นวิตกก็เริ่มจู่โจมเข้ามาเรื่อยๆ แม้คุณจะพยายามสร้างภูมิคุ้มกันความรู้สึกเหล่านี้บ้างแล้วก็ตาม

ทุกคนคงเคยผ่านสถานการณ์แบบนี้มาแล้ว และมีวิธีรับมือที่ต่างกันออกไป ซึ่งจากเว็บไซต์ Quora ที่มีคนไปตั้งคำถามว่า “ฉันควรแก้นิสัยคิดมากนี้ยังไงดี?” ซึ่งมีผู้คนมากมายที่มาแชร์วิธีของตัวเองและร่วมโหวตคำตอบที่สร้างสรรค์ที่สุด ต่อไปคุณจะได้รู้วิธีหยุดนิสัยนี้ได้อย่างถาวร!

1.สังเกตความคิดของตัวเอง

ส่วนสำคัญที่สุดของการทำสมาธิคือ การปล่อยให้ความคิดของคุณลอยผ่านไป แทนที่จะไปยึดติดอยู่กับมันหรือพยายามที่จะหยุดคิดมัน
การฝึกสมาธิแบบเจริญสติ (Mindfulness Meditation) เป็นสิ่งที่ช่วยให้คุณ หยุดหมกมุ่นกับเรื่องในอดีตได้ โดยให้คุณลองสังเกตการณ์ความคิดของตัวเอง แทนที่จะลงไปหมกมุ่นอยู่กับมัน

สตีฟ จอบส์ เองก็เคยอธิบายเกี่ยวกับวิธีการเช่นเดียวกันนี้ให้ วอลเตอร์ ไอแซ็กซัน ผู้เขียนชีวประวัติของเขาฟัง ดังนี้

“ลองนั่งอยู่เฉยๆ แล้วสังเกตความคิดของตัวเองดู คุณจะรู้เลยว่าความคิดมันไร้ขอบเขตจริงๆ และเวลาที่คุณพยายามทำให้มันนิ่ง ก็มีแต่จะแย่ลงเท่านั้น แต่จิตใจของคุณจะสงบลงเองเมื่อเวลาผ่านไปสักพัก และเมื่อจิตใจของคุณสงบแล้วมันก็จะมีที่ว่างในการรับฟังสิ่งที่ละเอียดอ่อนยิ่งขึ้น”

2.เขียนความคิดของตัวเอง

อีกวิธีนึง ที่จะช่วยหยุดความคิดฟุ้งซ่านของคุณ ก็คือ การระบายให้กับคนที่มีมุมมองวิธีคิดแตกต่างไปจากคุณได้ฟัง หรือจะใช้วิธีเขียนระบายความคิดของตัวลงไปในกระดาษแทนก็ได้ เพราะการเขียนทำให้เราคิดอย่างเป็นระบบขึ้นมาก ถ้าคุณเก็บความคิดเหล่านั้นไว้แต่ในหัว นอกจากมันจะไปสุมกันจนเป็นภูเขาเลากา มันยังทำให้คุณวนกลับมาคิดเรื่องเดิมซ้ำอยู่อย่างนั้นไม่จบสิ้น

3.กำหนดช่วงเวลาสำหรับ “การหยุดใช้ความคิด”
การกำหนดโซน “หยุดใช้ความคิด” ช่วยห้ามไม่ให้คุณหมกมุ่นกับปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไป เช่น การไม่คิดเกี่ยวกับเรื่องยากๆ หลังเวลาสองทุ่มเพื่อไม่ให้มันมารบกวนเวลานอนหลับ

Amy Morin ซึ่งเป็นทั้งนักสังคมสงเคราะห์และนักเขียน ได้แนะนำวิธีที่ใกล้เคียงกันไว้ในคอลัมน์หนึ่งของ Psychology Today ว่าให้แบ่งเวลาไว้ประมาณ 20 นาทีต่อวัน สำหรับการสะท้อนความคิดของตัวเอง

“ภายในยี่สิบนาทีนี้ ปล่อยให้ตัวเองวิตกกังวล ครุ่นคิด ฟุ้งซ่านได้เต็มที่ตามต้องการ แล้วพอหมดเวลา ก็ให้เปลี่ยนไปทำสิ่งอื่นที่มีประโยชน์กว่า ถ้าคุณเริ่มคิดมากนอกช่วงเวลาที่กำหนดไว้เมื่อไหร่ ก็ให้เตือนตัวเองว่า ค่อยเอาเก็บไปคิดในช่วงเวลาที่กำหนดดีกว่า”

4.เบี่ยงเบนความคิดของตัวเอง

ฟังดูง่ายๆ แต่ที่จริงการจดจ่อกับสองสิ่งไปพร้อมกันนี่มันยากนะ ลองออกกำลังกายหรือเล่นเกมดูเมื่อรู้ตัวว่าตนเองกำลังคิดมาก เพื่อสร้างสมดุลระหว่างอารมณ์และร่างกาย

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็เห็นด้วยกับวิธีนี้ Stepher S. Ilardi ผู้เขียนหนังสือเรื่อง The Depression Cure กล่าวกับ Fox News ว่า วิธีแก้การคิดมากคือ ให้หากิจกรรมที่เบี่ยงเบนความสนใจของคุณ ซึ่งควรเป็น “กิจกรรมที่ใช้ทั้งร่างกาย ความคิด และการร่วมเล่นกับผู้อื่น เช่น เทนนิส หรือการเดินเที่ยวกับเพื่อนสักคน”

5.โฟกัสที่สิ่งที่ทำได้ในปัจจุบัน
อีกหนึ่งวิธีแก้นิสัยคิดมากก็คือ เลิกคิดแล้วลงมือทำ อย่าไปโฟกัสในสิ่งที่คุณต้องทำ สิ่งที่ยังไม่ได้ทำ หรือแม้แต่สิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว แต่ให้พุ่งความสนใจไปในที่สิ่งที่สามารถทำได้ในปัจจุบันก็พอ ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กแค่ไหนก็ตาม แล้วก็ลงมือทำมันซะ

Bob Migliani ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Embrace of the Chaos เขียนลงในหนังสือพิมพ์ The Huffington Post ว่า เขามักจะเปลี่ยนความกังวลใจเกี่ยวกับอนาคตให้กลายเป็นการกระทำที่จับต้องได้ “ทุกครั้งที่ผมเริ่มกังวลในเรื่องที่ยังมาไม่ถึง ผมจะลุกจากที่ที่นั่งอยู่ เดินไปที่คอมพิวเตอร์และลงมือเขียนหนังสือของผมต่อ” เขากล่าว

6.เคารพความคิดเห็นของตัวเอง
เหตุที่คุณยังคงคิดมากจนไม่ยอมตัดสินใจ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะคุณไม่เชื่อว่าตัวเองจะตัดสินใจเลือกสิ่งที่ถูกต้อง จงเรียนรู้ที่จะเคารพความคิดเห็นของตัวเอง ยิ่งคิดมากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งลังเลในความคิดของตัวเองมากเท่านั้น

7.คุณสามารถเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจที่ผิดพลาดได้
เป็นเรื่องปกติที่จะกังวลว่าคุณเลือกงานผิด แต่งงานกับคนที่ไม่ใช่สำหรับตัวเอง หรือแม้แต่ขับรถกลับบ้านผิดทาง แต่ความผิดพลาดก็ไม่ได้นำไปสู่หายนะเสมอไป แถมยังเป็นโอกาสให้ได้เรียนรู้และเติบโตขึ้นด้วย

นักข่าวชื่อดัง Kathryn Schulz เคยขึ้นไปพูดบนเวที TED Talk เธอกล่าวว่า “การตระหนักได้ว่าตัวเองทำอะไรพลาดแล้วปรับมุมมองการมองโลกใหม่ได้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ๆ ”

“การคิดมากมักเป็นเพราะคุณคิดว่ามันเป็นการตัดสินใจครั้งสุดท้ายของคุณ เปลี่ยนแปลงไม่ได้และต้องถูกต้องเท่านั้น ซึ่งจริงๆ แล้ว คุณไม่ต้องกังวลกับความผิดพลาดเลย และให้เข้าใจไว้ว่าความคิดเห็นหรือความรู้ของคุณนั้นมันเปลี่ยนแปลงได้เสมอตามกาลเวลา แล้วคุณจะรู้สึกสงบและเป็นอิสระจากภายในอย่างแท้จริง”

ขอบคุณ sumrej

“คนที่น่าอิจฉาไม่ใช่คนที่รวยที่สุด แต่คือคนที่มีความสุขที่สุด ไม่ว่าเขาคนนั้นจะจนหรือจะรวย”

ไม่เคยมีใครที่เกิดมาแล้วไม่มีความทุกข์
แต่เมื่อเรามีความทุกข์ ความท้อแล้วนั้น
สุดท้ายแล้วเราจะจัดการมันได้อย่างไร
ความทุกข์ที่คนส่วนใหญ่ทุกวันนี้เป็น
ก็เห็นจะหนีไม่พ้นทุกข์จากการทำงาน
จะรวยหรือจะจนทุกคนก็มีความทุกข์ได้
คนที่มีรายได้น้อยหน่อยก็ทุกข์คิดมาก
ทำไมต้องตื่นเช้า ทำไมเราลำบากไม่เหมือนคนอื่น
ทำไมเราไม่มีเงิน ทำไมเราไม่มีรถ
ทำไมเดือนนี้ไม่พอใช้ ทำไมเราเกิดมามีกรรม
ส่วนที่มีฐานะก็ทุกข์อีกเช่นกัน
ทำไมปีนี้รายได้น้อยกว่าเดิม
ทำไมยอดขายไม่เป็นไปตามเป้า
ทำไมธุรกิจใหม่ที่ทำยังไปได้ไม่ดี
และอีกหลายๆคำว่าทำไม ทำไม และทำไม
.
สำหรับคนที่มีรายได้น้อย เอาจริงๆ ก็คง
ต้องมาปรับมุมมองใหม่ เวลาที่เราเสียไปกับ
คำว่าทำไมเราลำบาก ทำไมเรามีกรรม
เอามาพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น ลองคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ
ให้สิ่งที่เราทำอยู่นั้นแตกต่างจากคนอื่นๆ
และอย่าลืมไปว่าคำว่าทำไมยิ่งมีมากขึ้นเท่าไหร่
มันยิ่งทำให้เราทำงานได้ช้า
อย่าลืมว่าเรายังมีคนข้างหลังที่ต้องหาเลี้ยง
และรอคอยเราอยู่ และคนข้างหลังนี่แหละ
ที่จะทำให้เรามีความสุขได้อย่างแท้จริง
.
ส่วนคนที่มีฐานะอยู่แล้วก็ต้องอย่ามองที่จะเดิน
ไปข้างหน้า หายอดขาย หาแต่รายได้
อย่าลืมว่ามีคนที่เค้าเดินช้ากว่าเราอีกเยอะ
เราเดินช้าลงบ้าง และหันกลับมามองคนข้างหลังบ้าง
และถามตัวเองว่าทุกวันนี้ที่เราหาเงินมานั้น
เราเอาไปเติมความสุขให้กับตัวเองบ้างไหม
บางคนทำงานจนลืมดูแลตัวเอง ลืมดูแลคนข้างหลัง
บางทีคนที่เรารักอาจไม่ได้ต้องการแค่เงินทอง
แต่เค้าอาจจะต้องการเวลา ความอบอุ่น หรือความรัก ก็เป็นได้
.
“คนที่น่าอิจฉาไม่ใช่คนที่รวย แต่คือคนที่มีความสุขไม่ว่าเขาคนนั้นจะจนหรือจะรวย”

ขอบคุณ Narai Property