15 ข้อแนะนำสำหรับคนโหยหาความสุข ความสุขอยู่หนใด?

“ความสุขปลางทางเป็นเพียงมายา จงมองหาความสุขที่มีอยู่ระหว่างทาง”

ถ้าจะถามว่าทักษะอะไรสำคัญต่อการใช้ชีวิต
ทักษะหนึ่งที่สำคัญมาก .. แต่คนมักจะมองข้ามไป นั่นคือ “ทักษะการมีความสุข”

หารู้ไม่ ความสุขเป็นตัวผลักดันความสำเร็จ และเป็นส่วนผสมหลักของการมีความรักที่ดี

วันนี้แวนมีคำแนะนำเล็กน้อยเกี่ยวกับความสุขมาฝากกันค่ะ

1. ถ้าตอนนี้คุณไม่มีความสุข ในอนาคตคุณก็จะไม่มีความสุข เพราะมันคือนิสัยของคุณ นิสัยที่ชอบสร้างเงื่อนไขการมีความสุขให้ตัวเอง

2. หัดใส่ใจกับสิ่งที่คุณมี หรือข้อดีในชีวิต ตราบใดที่โฟกัสแต่สิ่งที่ยังไม่มี คุณจะไม่มีวันพบความสุข เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่คุณ ‘มี’ อะไร แต่อยู่ที่สิ่งที่คุณ ‘เป็น’ คนยังไง (เป็นคนที่โหยหาแต่สิ่งที่ตัวเองขาด)

3. ถึงได้สิ่งที่ต้องการแล้ว ความสุขคุณจะขึ้นมาแค่วูบเดียว หลังจากนั้นจะลดลงไปจุดค่าเฉลี่ยของคุณ แล้วคุณจะหันไปไขว่คว้า และทุกข์กับสิ่งที่ยังไม่ได้ต่อไป เป็นวงจรไม่รู้จบ

4. คนที่รอความสุขจากคนอื่น น่าสงสารที่สุด “ฉันจะมีความสุขก็ต่อเมื่อเขาโทรมา” “ฉันจะมีความสุขก็ต่อเมื่อได้งานใหม่” … หารู้ไม่ ว่าความสุขนั้นสร้างเองได้เลย โดยไม่ต้องรอเงื่อนไขใดๆ และไม่ต้องรอใคร

5. พื้นฐานของการมีความสุขคือการชื่นชมในสิ่งที่คุณมี ถ้าคุณนึกข้อดีในชีวิตคุณไม่ออก ให้ไปถามคนอื่น

6. การบ่นเรื่องที่ไม่ดี ไม่ได้ช่วยให้คุณสบายใจขึ้นกลับจะทำให้แย่ลง เพราะการเอามาเล่าใหม่ เป็นการฉายภาพนั้นซ้ำๆ อยู่ในหัว

7. โดยปกติความสุขมักอยู่ตรงหน้าคุณ แอร์เย็นๆ อาหารอร่อยๆ วิวสวยๆ แต่ใจคุณดันไปคิดเรื่องอื่นในหัว (เรื่องที่ไม่มีความสุข) ในตอนนั้นเอง แล้วก็ชอบมาบ่นว่าชีวิตไม่มีความสุข (ตลกสิ้นดี)

8. ตราบใดที่คุณยังเป็นคนธรรมดา คุณจะยังเจอความทุกข์อยู่เรื่อยๆ จงหัดเป็นคนมองโลกในแง่ดี มองหาประโยชน์ทุกครั้งจากเหตุการณ์แย่ๆ แล้วคุณจะมีกำไรชีวิตมากกว่าคนอื่น

9. คนเราชอบอยู่ใกล้คนมีความสุข ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบบ่นแต่ปัญหาตัวเอง มองแต่ด้านร้าย เอาแต่ด่าคนอื่น คนอยู่ใกล้ๆ ประสาทจะกิน สุดท้าย จิตใต้สำนึกของพวกเขาจะสั่งให้ค่อยๆ ห่างคุณไปโดยไม่รู้ตัว

10. ความสุขและการมองโลกในแง่ดีเป็นโรคติดต่อ จงอยู่ใกล้คนเหล่านี้เพื่อรับ และจงแพร่กระจายความสุขเพื่อให้คนอื่นต่อไป

11. ความสุขเป็นทรัพยากรที่ไม่มีวันหมด และผลิตจากอากาศได้ทันที ดังนั้น ไม่ต้องกลัวคนอื่นแย่งความสุขไป ทุกคนสามารถมีได้มากเท่าที่ต้องการ

12. จงทำตัวเป็น Happiness machine เครื่องผลิตความสุข แล้วคนมีความสุขเหมือนกันจะถูกดึงดูดเข้ามาหาคุณ

13. ไม่มีคนไร้สุขที่ไหนจะมีความรักที่ดี ไม่มีคนขี้ระแวงมองโลกในแง่ร้ายที่ไหนจะมีความสัมพันธ์ที่สงบสุข

14. ความสุขปลายทางเป็นเพียงมายา จงมองหาความสุขที่มีอยู่ระหว่างทาง

15. ความสุขและการมองโลกในแง่บวกเป็นทักษะ นั่นหมายความว่า คุณสามารถ “ฝึก” ที่จะเป็นคนมีความสุขและมองโลกในแง่บวกได้

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก www.bypichawee.co

จงหางานที่คุณรัก

หางานที่คุณรัก แล้วคุณจะไม่ต้องทำงานไปตลอดชีวิต

เหมือนคำพูดสวยหรู ฟังดูดี แต่ทำจริงไม่ได้

งานแบบไหนกัน เป็นงานที่เราชอบ ที่เรารัก จะรู้ได้ไงว่าเจอแล้ว แล้วงานที่ทำอยู่ตอนนี้เป็นงานที่รักหรือเปล่า?

มากมายคำถามที่รุมเร้าและต้องการคำตอบ ว่ามันคือเรื่องจริงที่เป็นไปได้ ไม่ใช่ “มโน” หรือคำพูดสวยหรู ที่เป็นนามธรรม ไม่สามารถจับต้องได้

แน่นอน ไม่ใช่ทุกคนที่จะเจองานที่ตัวเองรักได้!!

เพราะด้วยปัจจัยหลายอย่างที่ไม่สามารถควบคุมได้ และบางครั้งกว่าจะเจองานที่คุณรัก หรืองานที่ใช่บางคนก็ปาไปครึ่งชีวิตแล้วด้วยซ้ำไป

ทำไมเราต้องหางานที่เรารัก ในเมื่องานตอนนี้ก็ดีอยู่แล้ว
แน่นอนคำถามที่ตามมา คือ ตอนนี้มีงานทำอยู่แล้ว เงินดี ทำงานสบาย ไม่ต้องดิ้นรนมากมาย สิ้นเดือนเงินก็เข้าบัญชี ปลายปีก็มีโบนัส

ใช่…หากนั้นคืองานที่คุณชอบ ก็จงทำต่อไป ไม่มีเหตุผลที่คุณต้องลาออกหรือเตรียมหางานใหม่ทำไมให้เสียเวลา

แต่หากชีวิตที่คุณเจอช่างเสียเบื่อหน่ายสิ้นดี เข้างาน 8 โมงเช้า เลิกงาน 5 โมงเย็น วันหยุดไปแย่งกันกินกันเที่ยว ทะเลาะกับหัวหน้า มีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน ออกอาการยิ้มแก้มปริเมื่อถึงบ่ายวันศุกร์ และเศร้าสุดขีดเมื่อถึงบ่ายวันอาทิตย์ ไม่อยากนึกถึงวันเช้าวันจันทร์อันแสนวุ่นวาย

อาการแบบนี้ส่อแววว่าคุณจะต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างแล้ว เพื่อชีวิตที่ดีกว่าเดิม

การเปลี่ยนงาน มักเป็นตัวเลือกแรก ๆ ที่เรานึกถึงกัน คุณเริ่มร่อนใบสมัครไปทุก ๆ ที่ ในตำแหน่งงานที่คุณถนัดและมีความเชียวชาญ เว็บไซต์สมัครงานเกือบทุกแห่งมีประวัติงานของคุณ พร้อมบอกรายละเอียดของคุณอย่างครบถ้วน ทั้งความสามารถและเงินเดือนที่คุณต้องการ

เมื่อได้งานใหม่ หนีชีวิตจากงานเดิม คนเดิม ก็ไปเจอเพื่อนใหม่ เจ้านายใหม่ แล้วปัญหาเดิมก็ตามมาอีกตามเคย

ชีวิตก็ยังวนเวียนอยู่ในแบบเดิม ๆ

ตกลงว่าเป็นที่งาน เพื่อนร่วมงาน หรือหัวหน้างาน ที่เป็นปัญหาสำหรับคุณ

หรือว่า “คุณเองที่เป็นตัวปัญหา”

การแก้ปัญหาด้วยการเปลี่ยนงาน คือการแก้ปัญหาจริง ๆ หรือเปล่า?

สตีปจ๊อบ เคยกล่าวไว้ว่า “หนทางเดียวที่จะทำงานให้ดี คือ จงรักในงานที่คุณทำ”

มันสื่อความหายได้ชัดเจน ว่า ที่งานมีปัญหา เพราะคุณทำงานด้วยยึดเอาคำว่า “แค่” มาเป็นหลักในการทำงาน ทำงานแค่ผ่านไปวัน ๆ ทำงานแค่พอเลี้ยงชีพ ทำงานแค่ให้ไม่ตกงาน ฯลฯ

แต่สิ่งที่สำคัญที่ช่วยให้งานที่คุณทำออกมาดี คือ “รักงานที่คุณทำ”

ข้อดีของการทำงานที่เรารัก
อย่างที่ผมเกริ่นไปแล้วว่า “หากคุณเจองานที่คุณรัก คุณจะไม่ต้องทำงานอีกเลยไปตลอดชีวิต”

อย่าเข้าใจผิดว่า “ไม่ต้องทำงาน” อยู่เฉย ๆ นอนอยู่บ้าน ก็ได้รับตังค์

แต่ผมหมายถึง งานที่คุณทำมันอย่างมีความสุข แม้จะมีปัญหามาบ้าง แต่คุณสามารถจัดการกับปัญหาเหล่านั้นได้ มีกำลังใจในการทำงาน ทำงานออกมาดี รู้สึกอยากทำงานนั้นอยู่ตลอดเวลา โดยที่ไม่รู้สึกเบื่อหน่ายชีวิตที่คุณเป็นอยู่เลย

งานคือเรื่องสนุกที่คุณอยากทำมันอยู่เสมอ และแน่นอนมันต้องทำเงินด้วยเช่นกัน เพราะเราต่างมีภาระที่ต้องรับผิดชอบกันทั้งนั้น

มันมีความสุข สนุก จนลืมไปว่ากำลังทำงานอยู่ แต่มันคือการใช้ชีวิต มันคือส่วนหนึ่งในชีวิต ชีวิตต้องการเงิน เพื่อดำรงอยู่ เพื่อแลกอาหาร เพื่อจ่ายค่าเช่า ส่งลูกเรียน ค่าใช้จ่ายยามเจ็บป่วย ฯลฯ

วิธีสังเกตว่างานที่ทำอยู่ เป็นงานที่เรารักหรือเปล่า?
งานแบบไหนกันที่เรียกว่างานที่ดี งานที่เรารัก และงานที่คุณทำอยู่ตอนนี้เป็นงานที่คุณรักหรือเปล่า เราสามารถสังเกตได้ง่าย ๆ ดังนี้

1.งานที่ทำแล้วมีความสุข
ใช่แล้ว งานที่คุณรัก ต้องทำแล้วมีความสุข ผมไม่ได้บอกว่าการทำงานสบาย ไม่เครียด คืองานที่ไม่มีความสุขนะ ปัญหาและความเครียดมันเกิดขึ้นอยู่แล้วในทุก ๆ งาน ทุก ๆ อาชีพ อยู่แล้วเป็นเรื่องปกติ แต่คุณมีมุมมองและจัดการกับปัญหาที่เข้ามาในแต่ละวันได้ ถือว่างานนั้นเป็นงานที่มีความสุข

2.งานที่ทำแล้วสนุก
มันแปลกที่เราเลิกสนุก เมื่อเราโตขึ้น ต่อมความสนุกของเราหายไปเมื่อเราโตเป็นผู้ใหญ่

ผมว่า ความสนุกควรอยู่และเกิดขึ้นกับคนเราตลอดชั่วชีวิต ทุกช่วงเวลา ความสนุก ทำให้สารอะดีนาลีนในร่างกายหลั่งออกมา หัวใจเต้นแรง เลือดสูบฉีด หน้าแดง ร่างกายตื่นตัว

นั่นคือความสนุกในชีวิตที่ขาดไม่ได้เลย เพราะร่างกายจะได้ทำงานได้อย่างเป็นปกติ

และหากงานหรือสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ตอนนี้ มีลักษณะอาการแบบนี้อยู่เสมอ มีความมันส์ ความสนุก อยู่ในเนื้องาน อยู่ในส่วนประกอบของงาน นี้คือ 1 ในข้อบ่งชี้ว่า คุณได้ทำงานที่คุณรักแล้ว

3.งานที่ทำได้ตลอดเวลา
ตอนเด็ก ๆ ผมมักรอเวลาให้ถึงตอนเย็นไม่ได้เลย เพราะผมจะเลิกเรียนแล้วไปเล่นกับเพื่อน ๆ ไมว่าจะเป็น สนามเด็กเล่น ลานหน้าอาคารเรียน กลัยมาถึงบ้านแล้วก็ยังไปเล่นต่อที่ลานหน้าบ้านเพื่อน ระหว่างพักคาบเรียนหรือพักกลางวัน ก็พูดถึงและคุยกันแต่เรื่องนี้ตลอดเวลา

หากงานที่คุณทำอยู่ตอนนี้ เป็นแบบนี้ ตอนทำงานก็มีความสุข สนุก พอเลิกงานก็อยากจะทำมันอยู่ เจอเพื่อน เจอคนอื่นก็อยากคุยแต่เรื่องงานที่ตัวเองทำ เล่นอินเตอร์เน็ต เล่น Social ก็คุยเรื่องนี้ได้ตลอเดเวลา

คุณมีอาการแบบนี้หรือเปล่า ยิ่งหลับฝันถึงงานที่คุณทำอยู่แสดงว่า “ใช่เลย” นี่แหละงานที่คุณรัก

4.มีรายได้ที่เพียงพอ
นอกจากมีความสุข สนุก ตื้นเต้น และอยากทำมันอยู่ตลอดเวลา งานที่คุณทำ ต้องเป็นงานที่ “ทำเงิน” ด้วย เพราะชีวิตเราดำเนินอยู่ได้จากรายได้ที่เป็นผลตอบแทนจากการทำงาน

หากงานที่มีคุณสมบัติทั้งหมดที่กล่าวมา แต่ทำเงินน้อย หรือไม่ทำเงินเลย ถือเป็นงานที่รักเช่นเดียวกัน แต่ไม่ถือว่าเป็นงานที่ดีด้วย

หากมันไม่ทำเงิน ก็ไม่สามารถทำเป็นอาชีพหลักได้ แต่อาจจะทำเป็นงานอดิเรก ยามว่างได้

เราต้องรับผิดชอบชีวิตเรา คนในครอบครัวของเรา หากงานที่ไม่ทำเงิน แต่ทำแล้วมีความสุข ก็ทำให้มันเป็นงานรอง งานเสริม หรืองานอดิเรกยามว่างดีกว่า

จะหางานที่เรารักได้อย่างไร
ข้อดีเยอะนะ การทำงานที่เรารัก แต่ว่าจะหางานแบบนี้ได้ทีไหนกัน มีสงวนเอาไว้ให้กับคนบางกลุ่มหรือบางอาชีพหรือเปล่า

ใช่นะ….ผมว่า

มันไม่ใช่ทุกคนหรอกที่ได้ทำงานที่รักจริง ๆ และมีรายได้มากพอ โดยไม่ต้องทำงานอื่น ๆ เลย และบางอาชีพก็ไม่สามารถทำให้กลายเป็นงานที่รักได้

แต่หากวันนี้คุณอยากเจอ “งานที่รัก” ผมมีวิธีแนะนำในการหางานนี้ให้เจอ

ถามตัวคุณเอง
เรื่องจริงที่ต้องทำและหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย คือ ลองถามตัวเองซิว่า คุณเป็นคนแบบไหน คุณชอบทำงานแบบไหน งานแบบไหนที่คุณทำแล้วรู้สึกดี รู้สึกตัวเองมีคุณค่าทุกครั้งที่ได้ทำงานนั้น

นิสัยของคุณเข้ากับเพื่อนร่วมงานหรือเปล่า

คุณลุกจากเตียงทันทีที่นาฬิกาปลุกดังในตอนเช้า วันทำงานหรือเปล่า

ลักษณะงานหรืออาชีพของคุณ ตอบสนองความอยากของคุณได้ไหม

ไม่มีใครตอบคำถามได้ดีเท่าตัวคุณ

หาความรู้
มันคือเรื่องพื้นฐานให้คุณกลายเป็นคนที่ความเชียวชาญ มีความสุข หรือแม้แต่การบรรลุเป้าหมายที่คุณต้องการได้ทั้งหมด เกิดจากความรู้ที่คุณมี!

การตามงานที่คุณรัก อาชีพที่ใช่กับตัวคุณ ก็เช่นเดียวกัน

ไม่ว่างานหรืออาชีพที่พบเห็น ได้รับความนิยมทั่วไป ก็อาจเป็นงานทีรักของคุณได้

หรือบางครั้ง คุณอาจจะไม่รู้ว่า มีงานหรืออาชีพบางอย่างอยู่บนโลกนี้ด้วย และอาจะเป็นสิ่งที่คุณชอบก็ได้ อย่างเช่น อาชีพนายหน้าออนไลน์ Blogger นักรีวิวสินค้า หรืออาชีพรับจ้างเขียนบทความ เป็นต้น

ทั้งหมด ทั้งสิ้นล้วนแล้วแต่มาจาก “ความรู้” ทั้งนั้น

หากคุณไม่มี จงหาความรู้มาใส่ตัว ในปัจจุบัน ความรู้เรื่องงานและอาชีพต่าง ๆ มีมากมาย เข้าถึงได้ง่าย และราคาถูก

ลองทำหลาย ๆ อย่าง
บางครั้งการเสาะแสวงหาอาชีพ หรืองานที่ใช่สำหรับเราก็เป็นเรื่องยาก และไม่ใช่จะหากันง่าย ๆ มีวิธีที่ช่วยให้เจองานที่ใช่ คือ ลองทำมันดูหลาย ๆ อย่าง จะได้รู้ และนำงาน อาชีพ แต่ละอย่างมาเปรียบเทียบกันว่า อันที่คุณชอบมากที่สุด อันไหนที่คุณทำแล้วได้เงินดี

และใช้ความรู้ที่คุณมีทำมันอย่างเต็มที่

งานไหนที่ใช่ คุณจะรู้ได้ด้วยตัวเอง แต่หากไม่ใช่ ก็ลองเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอ อย่างน้อยที่สุด คุณก็ได้มีประสบการณ์เพิ่มขึ้น

สรุป
หวังว่าคุณจะสามารถหาและเจองานที่คุณรักคุณชอบได้ในเร็ววัน ผมไม่ได้แนะนำให้คุณลาออกจากงานที่คุณกำลังทำอยู่ เพื่อตามหางานที่คุณรักในตอนนี้ หากคุณมีภาระที่ต้องรับผิดชอบลองทำเป็นงานอดิเรก งานเสริมไปก่อนในระยะแรก หากมันใช่ ก็ลุยเต็มตัวไปเลยครับ ค่อย ๆ หามันไป ค่อย ๆ พัฒนาความสามารถของตัวเองไปเรื่อย ๆ โอกาสที่จะเจองานที่คุณรักจะเพิ่มขึ้นตามความสามารถของคุณ

อย่าเพิ่งทำ ถ้าคุณยังไม่มั่นใจ

แต่ก็ไม่ใช่ปฏิเสธโอกาสที่ลอยเข้ามาหา คว้ามันไว้ และใช้มันอย่างคุ้มค่า เพื่อสร้างสรรค์คุณค่าจากงานที่คุณทำ

คิดเห็นอย่างไร คอมเม้นที่ใต้โพสต์นี้ได้เลยครับ ผมอยากอ่านความเห็นจากคุณบ้าง

ขอบคุณข้อมูล https://www.leaderwings.co/business/do-what-you-love/

6 นิสัยคน(เกือบ)รวย

ความรวยใครบ้างไม่อยากมี แต่ดูกันดี ๆ นะครับว่าเรามีนิสัยคนรวย หรือ คน(เกือบ)รวย

1.ขี้เกียจตัวเป็นขน

คนนะครับไม่ใช่ลิงอุรังอุตัง ที่นอนได้ทั้งวัน หรือจะเป็นหมีควายตัวดำ ๆ ใหญ่ ขนเต็มตัว คนเกือบรวยจะเป็นประมาณนี้ขนเต็มตัวแต่เป็นขนขี้เกียจครับ แต่คนรวยเขาขยันอย่างฉลาดครับ ย้ำครับ “ขยันอย่างฉลาด” ไม่ใช่ขยันแบบใช้แรงเข้าสู้อย่างเดียว ใช้ความคิดด้วยนะครับ

2.โลภมากเป็นนิสัย

ไม่รู้จักเอื้อเฟื้อ โกงได้เป็นโกง ขโมยได้เป็นขโมย อยากรวยแต่ไม่รวยเพราะโลภเป็นนิสัย ทำมาหากินให้ใช้ความโลภให้น้อยทำงานให้หนัก ถ้าเป็นประเภทโลภมากทำงานน้อย ไม่เจริญ ไม่ช้าก็เร็วผลของความโลภมากจะทำให้เราไม่มีที่ให้อยู่ ไม่มีแผ่นดินให้กลบหน้า

3.เงินมีไว้ใช้ บริหารไม่เป็น

เก็บเงินไม่อยู่ ใช้เงินไม่เป็น มีเข้ามาก็ใช้ออกไปหมด ใจใหญ่ มือเติบ เหมือนพวกไม่เคยพบเจอเห็นเงิน มีเข้ามาก็หมดไป ไม่รู้จักจัดสรรปันส่วน ให้เหมาะสม ควรเก็บอย่างไร ซื้อของกินของใช้แค่ไหน ไว้ลงทุนเท่าไหร่ ยามแก่เฒ่า ไม่สบายวางแผนเงินอย่างไร นี่คือสิ่งที่คน(เกือบ) รวย ไม่เคยคิด มีเงินเข้ามาก็ลงไปในขวดเหล้า ปอ บ่อน ไพ่ ฯ

4.ไม่ชอบเรียนรู้

แค่จะเรียนในรั้วโรงเรียน มหาลัยก็แทบไม่อยากเรียนแล้ว ออกมาสู่โลกความเป็นจริงทำมาหากิน ยิ่งต้องเรียนรู้ให้มากยิ่งขึ้น คนรวยเขาเรียนรู้ตลอดเวลา อ่านหนังสือ เข้าคอร์สสัมมนา ดูคลิปการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์ แต่คน(เกือบ)รวย หาทำอย่างนั้นไม่ หนังสือโป้ เข้าอาบอบนวด คลิป 18++ เป็นเสียอยู่อย่างนี้ กี่ปีกี่ชาติก็อย่าหวังว่าจะรวย

5.เป้าหมายไม่มี

ก็ทำไปวัน ๆ คืน ๆ จะไปหวังอะไรมากมายกับชีวิต เป้าหมายในชีวิต ถ้าไม่มีบ้างคนเรามันก็เหมือนขับรถไปเรื่อย ๆ ไม่มีจุดหมายปลายทาง มันจะมีความหมายอะไร เกิดมาก็ตายเปล่า เป็นสัพเวสีไม่มีที่อยู่ คนรวยเขามีเป้าหมายในชีวิตชัดเจน ปีนี้ปีหน้าทำอะไร แล้วเขาก็ลงมือทำเพื่อให้ได้สิ่งนั้นเต็มกำลัง ความสามารถ คน(เกือบ)รวยหละ ? ทำอะไร

6.รังเกียจคนรวย

ใช่ซี้ !! คนรวยมันน่าเกียจ มีเงินเห็นแก่ตัว อยากได้อะไรก็ได้ มีเงินหนิ !! ก็คิดกันเสียอย่างนี้ ตัวเองไม่มีไม่หาก็ไปว่าเขา เคยคิดไหมหละครับว่ากว่าเขาจะได้มาลำแข้งลำขาเขาถลอก หกล้มไปกี่ครั้ง เหงื่อไหลไปกี่โอ่ง !! มันก็ไม่ง่ายนะครับว่าเขาจะมีรายได้มากพอ เราเสียอีกมัวแต่คิดรังเกียจ เดียจฉัน ในความรวย ในฐานะของเขา ทำไมไม่มองเขาเป็นแบบอย่างความสำเร็จเพื่อเป็นกำลังใจให้เราสู้ชีวิตหละครับ

เล็กๆ น้อย ๆ สำหรับคนอยากรวยแต่ยังไม่รวย ลด ละ เลิก 6 ข้อพื้นฐาน แล้วตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินกันครับ สักวัน เราจะรวย

ขอบคุณข้อมูล kiattirat.org

วิธีทำบุญอุทิศให้สัมภเวสี ที่หิวโหย โชคลาภสิ่งดีๆ จะตามมา

สวัสดีชาว เส้นทางความรู้ วันนี้ทีมงานจะมาแนะนำเคล็ดลับเสริมดวงให้มีโชคลาภและสิ่งดีๆเข้ามาในชีวิต โดยการอุทิศส่วนบุญกุศลให้ดวงวิญญาณของเหล่าสัมภเวสีที่หิวโหยที่ไม่มีผู้ใดทำบุญกรวดน้ำไปให้ เมื่อเราอุทิศบุญให้เขาแล้ว ผลบุญที่ยิ่งใหญ่ก็จะส่งผลให้มีสิ่งดีๆเข้าหาเรา

บุญกุศลที่ยิ่งใหญ่ คือ การให้โดยไม่ได้หวังผลตอบแทน ซึ่งการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล ก็ถือเป็นการทำบุญที่ยิ่งใหญ่เช่นกัน โดยเฉพาะการอุทิศส่วนบุญให้แก่ดวงวิญญาณของสัมภเวสีที่หิวโหย หรือไม่มีผู้ใดทำบุญกรวดน้ำไปให้พวกเขา
นอกจากการทำบุญตักบาตร หรือให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งกับบุคคลที่มีชีวิตอยู่แล้ว การที่เราอุทิศผลบุญให้แก่ดวงวิญญาณเหล่านั้น ก็เป็นผลบุญที่ยิ่งใหญ่เช่นเดียวกัน สิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้ชีวิตของเราพบแต่สิ่งดีๆเข้ามาเองโดยที่ไม่ต้องร้องขออะไร ถ้าอยากให้มีสิ่งดีๆเข้ามาสู่ชีวิต ลองมาดูวิธีการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่ดวงวิญญาณที่หิวโหยหรือสัมภเวสีดีกว่าว่าควรทำอย่างไร มาเรียนรู้วิธีการที่ถูกต้อง กันตอนนี้เลยค่ะ

การสงเคราะห์ให้กับดวงวิญญาณง่ายๆและได้บุญยิ่งนัก คือ

1.ทุกวันพระข้างแรมให้จัดกระทงใบตอง มีข้าวกุ้งพล่าปลายำ น้ำ หมากพลู ขนมหวาน ปักธูป 1 ดอก ไปไหว้ที่ทาง 3 แพร่ง ให้สวด นะโม 3 จบ แล้วว่า “อิติเวสสุวัณโณ สัพพะภูโตสุขัง” 7จบ แล้วอธิษฐานว่า”ใครที่หิวโหย เชิญมากินอาหารเหล่านี้ได้เลยน๊าา” แล้วอย่าหันกลับไปมอง เป็นการสะเดาะเคราะห์ให้ตนเองไปในตัวด้วย

 

2.ถวายธูปเทียนแก่ศาลเจ้าที่เจ้าทางทั้งหลาย พร้อมไฟแช็คหรือไม้ขีด โดยไปถวายในศาลทั่วๆไปที่มีคนไหว้ให้ถวายในวันพระข้างแรมเช่นกัน เวลาถวายให้จุดธูป 5 ดอก แล้วว่า “อมอิมัง ธูปะบูชา ภุมมะเทวา สุขิตาโหนตุ” (7 จบ)

3.ไหว้ธูป 1 ดอก ทุกวันหน้าบ้าน ด้วยขนมหวาน ข้าว 1 ปั้น หมูปิ้ง 1 ชิ้น ใส่ในกระทงใบตองก็ได้พร้อมหมากพลูและน้ำ 1 แก้ว ให้สวด “อิติ ธรณี ไมตรี เมตตา ภูตา ภุมมิ มหาลาภัง ภะวันตุเม” (7 จบ)
เหมาะสำหรับคนที่เปิดร้านค้าขายจะดีเป็นพิเศษ ควรทำก่อนเที่ยง

บุญประเภทนี้หาทำได้ยาก เพราะโปรดวิญญาณเร่ร่อน ที่โมทนารับบุญกุศลไม่ได้ ต้องผ่านเครื่องสรวงเซ่นบูชา เดินทางไปที่ใดๆเหล่าภูติจะเมตตาเปิดทางให้พบแต่สิ่งดีๆ เจ้ากรรมนายเวรให้อโหสิโดยง่าย แสดงออกถึงความอ่อนน้อม และ มีเมตตา เวรภัยไม่รบกวน

เรื่องของบุญกรรม ดวงชะตา เป็นความเชื่อส่วนของบุคคล ควรใช้วิจารณญาณในการอ่าน! สุดท้ายนี้! เส้นทางความรู้ ขอทิ้งท้ายไว้ว่า…ทุกความสำเร็จสามารถสร้างได้ด้วยมือของคุณอยู่แล้ว อย่ามัวแต่นั่งรอโชคชะตา จงรีบลุกขึ้นสร้างสิ่งต่างๆ ตั้งใจทำงาน ด้วยมือของคุณ แล้วเงินที่คุณฝันไว้จะไหลเข้ากระเป๋ามาเอง สู้ๆน้า!

ขอบคุณข้อมูลดีดีจาก แก้งบิวตี้

คบกันแล้วชีวิตดีงามขึ้น เนื้อคู่กันทุกภพทุกชาติ! ตำราดูคู่สมพงษ์ ตามหลักโหราศาสตร์ไทย

สำหรับใครที่อยากเช็คว่าคนรักของเรานั้นเป็นคู่สมพงษ์กันเปล่า รีบมาอ่านกันเลยนะ! วันนี้ เส้นทางความรู้ จะพาเพื่อนๆไปเปิดตำราโบราณ ดูคู่สมพงศ์ ของแต่ละคน ว่าใช่เนื้อคู่กันหรือเปล่า? หากคบกันแล้ว ชีวิตจะเป็นอย่างไร รุ่งหรือร่วง โดยมีวิธีการคำนวณง่ายๆ ดังต่อไปนี้!

*วิธีคำนวณ นำเอาอายุในปีนี้ ระหว่างคุณกับคู่รัก บวกรวมกัน คูณด้วย 3 แล้วหารด้วย 7

ตัวอย่างเช่น ชายอายุ 32 ปี หญิงอายุ 25 ปี  32 + 25 =  57 x 3 = 171 / 7 = 24.4  เศษก็เท่ากับ 4

มื่อได้ผลลัพท์แล้ว ตามไปดูคำทำนาย ดังนี้!

เศษ 0 = ระวังปัญหาด้านนิสัยส่วนตัวจะทำให้แตกแยก แก้เคล็ดโดยการตักบาตรวันเกิด ทำบุญร่วมขัน จะทำให้ชีวิตรักดีขึ้น

เศษ 1 = ชีวิตรักราบรื่น แต่ดวงสมรสมักไม่ราบรื่น ควรปล่อยหอยขม พ้นความขมขื่น จะเสริมให้ชีวิตดีขึ้น

เศษ 2 = ดวงความรักอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน แต่ก็มีดวงของอุปสรรคสั่นคลอน ควรถวายพระศรีศากยมนุเสริมดวง

เศษ 3 = ความรักมีปัญหา กรรมเก่าตัดรอน ควรถวายเทียนคู่เสริมดวงคู่จะดีขึ้น

เศษ 4 = คู่บุญ ร่ำรวย เสริมกัน หมั่นทำบุญใหญ่ก็ยิ่งจะดีขึ้น

เศษ 5 = อธิษฐานมาเจอกัน ชีวิตช่วยกัน แต่ก็มีดวงอุปสรรคสั่นคลอน หมั่นห่มผ้าพระประธานจะดีขึ้น

เศษ 6 = พลัดพรากจึงมาเจอกัน ถือเป็นเป็นคู่มิตร แต่ก็ยังมีดวงพลัดพรากอยู่ ชีวิตต้องหมั่นกตัญญูต่อพ่อและแม่

เศษ 7 = คู่ขัดจากอดีตชาติ บททดสอบมากมาย ควรหมั่นทำบุญจะสมบูรณ์ ให้หมั่นถวายเทียนคู่ชีวิตรักก็จะดีขึ้น

เศษ 8 = คู่รักจากอดีตชาติ  จะสมบูรณ์พูนสุข หากหมั่นถวายเทียนคู่ชีวิตรักก็จะดีขึ้น

เศษ 9 = ดวงความรักขัดแย้งกัน เนื่องจากวาจาหรือว่าบุคคลที่ 3 แก้เคล็ดด้วยยการไปปล่อยปลาทั้งคู่ เหมือนกับปล่อยเคราะห์กรรม และความรักจะดีขึ้น

หมายเหตุ*  บางตำราอาจมีวิธีดูศาสตร์ตัวเลขที่ต่างกัน

ขอบคุณข้อมูลแก๊งบิวตี้

7 ข้อนี้ทำให้ ใจสุข ชีวิตสุข หมดความทุกข์ สุขสมหมาย

“ใจสุข ชีวิตสุข หมดความทุกข์ สุขสมหมาย ใจสุข กายสบาย จิตแจ่มใส ไร้โรคา”
“ใจ”ตามความหมายของพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง สิ่งที่ทําหน้าที่รู้ รู้สึก นึก และคิด เช่น ใจเต้น กลั้นใจ อึดใจ หายใจ ความรู้สึกนึกคิด เช่น ใจคด ใจซื่อ เป็นต้น
“สุข”ความสุข หรือ สุข พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน นิยามว่า ความสบายกาย สบายใจ ความรู้สึกหรืออารมณ์ ประเภทหนึ่ง มีหลายระดับตั้งแต่ความสบายใจ เล็กน้อยหรือ
ความพอใจ จนถึงความเพลิดเพลินหรือเต็มไปด้วยความสนุก

ทำอย่างไร ใจถึงจะสุข และชีวิตสุข ผู้เขียนได้รวบรวมเคล็ดลับที่ทำให้ใจสุข ชีวิตสุข 7 ข้อ ดังนี้
1.พอใจในชีวิต คิดทางบวกอยู่เสมอ มีความเพียงพอ รู้จักประหยัด การมีหนี้สินหรือการใช้จ่ายเกินตัว ทำให้เราเป็นทุกข์ สิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตนั้นมีไม่กี่อย่าง แต่สิ่ง
ที่เราต้องการมีมากจนไม่รู้จบ ให้เรารู้จักพอใจในสิ่งที่เรามีอยู่ ว่าเรามีเพียงพอแล้ว ความละโมบทำให้เราเกิดความทุกข์ จากการไม่รู้จักพอ แต่เราต้องรู้จักให้รางวัลกับตัวเองบ้าง ทำตัว
ให้มีชีวิตชีวา และหัดใช้ชีวิตแบบเรียบ-ง่าย-ประหยัด เช่น ถ้าจะดื่มกาแฟ..ไม่จำเป็นว่ากาแฟนั้นจะต้องราคาแพงมียี่ห้อ หัดดื่มกาแฟธรรมดาๆ แก้วนี้ให้มีความสุขได้ ด้วยใจของเรา”
2.รู้จักการมองคนอื่นในแง่ดี ไม่อิจฉาริษยา ความอิจฉาริษยา คือ “ไม่พอใจหรือเจ็บใจที่เห็นคนอื่นได้ดีและอยากได้อยากมีอย่างเขาบ้าง” ความอิจฉาริษยาเป็นเหมือนเนื้อร้ายที่
สามารถทำลายชีวิตและความสุขของคนเรา ความอิจฉาริษยาสามารถทำให้คนเราหมดความยินดีและไม่เห็นค่าสิ่งดี ๆ ในชีวิต การที่เรามองคนอื่นด้วยสายตาแห่งความสุข ปราศจากการ
โกรธ เกลียด หรือวาดระแวง แค่นี้ก็จะทำให้ชีวิตของเรานั้นมีความสุขขึ้นมาได้
3.มองตนเองว่ามีค่า พัฒนาความรักต่อคนอื่น เรานั้นมีค่ากับคนที่รักเราเสมอ ไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ ญาติ พี่น้อง หรือเพื่อนสนิท ดังนั้นเมื่อเกิดความรู้สึกไม่ดี เสียใจ ไม่ว่า
เรื่องอะไรก็ตาม อย่าไปยึดติดกับมัน ปล่อยให้ผ่านไป และคิดอยู่เสมอว่าชีวิตเรามีค่ามากกว่าที่จะต้องไปจมปลักอยู่กับมัน ให้เรารู้จักการให้ มีน้ำใจพัฒนาความรักต่อคนอื่น การเอื้อเฟื้อ
เผื่อแผ่ จะเป็นวิธีการเสริมสร้างความสุขทางใจอย่างหนึ่ง และให้เราคิดเสมอว่าการให้นั้นมักจะนำสิ่งดีๆ มาสู่ ทั้งผู้ให้และผู้รับ แค่นี้เราก็จะมีความสุขแล้ว
4.มีความหวัง มีจิตใจเข้มแข็ง ความหวังนั้นเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจของมนุษย์ ทำให้เกิดความมุมานะ ความเพียรพยายาม ดังนั้นคนเราจึงจำเป็นต้องมี ความหวังอยู่เสมอ
แม้ว่าจะมีชีวิตอยู่กับความยาก ลำบากเพียงใด จงคิดและทำทุกอย่างในวันนี้ อย่างเต็มที่ และมีความหวังอยู่เสมอ
5.ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด หมายถึง การมีชีวิตอยู่กับปัจจุบันอย่างมีความสุข อย่าไปกังวลถึงอดีตหรืออนาคตที่ยังมาไม่ถึง เพราะเราไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ ดังนั้นจึงควรที่จะมีชีวิต
ในวันนี้อย่างมีความสุข และทำทุกอย่างให้ดีที่สุด รวมทั้งมีเป้าหมายในชีวิต คนที่มีเป้าหมายในชีวิตจะพยายามไปถึงจุดนั้นและจะมีความรู้สึกที่ดีต่อตัวเองและต่อชีวิต แล้วอนาคตที่ดีก็จะ
มาหาเราเอง
6.ทำดีกับทุกคน การทำดีกับผู้อื่นจะช่วยสร้างความสุขให้แก่ตัวเรา ไม่ว่าความดีที่เราทำนั้นจะเล็กน้อยเพียงใด แต่จะช่วยสร้างความรู้สึกที่ดีต่อตัวเราได้
7. ทำ ‘5ส’ กับชีวิตเสมอ
7.1 สะสาง (ทำให้เป็นระเบียบ) คือ การแยกระหว่างของที่จำเป็นต้องใช้กับของที่ไม่จำเป็นต้องใช้ขจัดของที่ไม่จำเป็นต้องใช้ทิ้งไป
7.2 สะดวก (วางของในที่ที่ควรอยู่) คือ การจัดวางของที่จำเป็นต้องใช้ ให้เป็นระเบียบสามารถหยิบใช้งานได้ทันที
7.3 สะอาด (ทำความสะอาด) คือการปัดกวาดเช็ดถูสถานที่ สิ่งของ อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องจักร ให้สะอาดอยู่เสมอ
7.4 สุขลักษณะ(รักษาความสะอาด) คือ การรักษาและปฏิบัติ 3ส ได้แก่ สะสาง สะดวก และสะอาดให้ดีตลอดไป
7.5 สร้างนิสัย (ฝึกให้เป็นนิสัย) คือ การรักษาและปฏิบัติ 4ส หรือสิ่งที่ กำหนดไว้แล้วอย่างถูกต้องจนติดเป็นนิสัย
อย่างไรก็ตาม คุณลองให้ใจปฏิบัติตามเคล็ดลับที่ทำให้ใจสุข แล้วก็หมั่นตรวจสุขภาพกายและใจอยู่เสมอ ว่าตอนนี้ยังดีอยู่หรือไม่ แม้ว่าจะดีอยู่ ก็ควรปฏิบัติอย่าละเลย ซึ่งจะช่วยเป็น
เกาะป้องกันเราจากปัญหาสุขภาพใจได้ดีทีเดียวค่ะ…

อย่าริอาจลองใจใคร! ตรงใจมากอยากให้อ่านครับ

เมื่อใดที่เธอเหนื่อย มีคนมากมายบอกกับเธอว่า “เหนื่อยก็ไม่ต้องทำแล้วพักบ้างเถอะ” แต่คนที่พูด หยิบยื่นเงินให้เธอใช้ไหม?

เมื่อใดที่เธอป่วย มีคนมากมายบอกกับเธอว่า “กินยาแล้วพักผ่อนเยอะๆนะ” แต่จะมีสักกี่คนที่ซื้อยามาให้เธอกิน?

เมื่อใดที่โทรศัพท์เธอพัง มีคนมากมายบอกกับเธอว่า “พังแล้วก็เปลี่ยนเครื่องใหม่เถอะ” แต่มีใครให้เงินเธอเพื่อไปซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่?

เมื่อใดที่เธอเผชิญกับความลำบาก มีคนมากมายบอกกับเธอว่า “เดี๋ยวมันก็ผ่านไปไม่ต้องคิดมาก” แต่จะมีสักกี่คนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือยามเธอลำบาก?

เธอเอ๋ย ละครโรงใหญ่ของโลกใบนี้ไม่เคยขาดคนชม หากเธอไม่พยายาม วันใดที่เธออับจน ใครสักกี่คนจะยื่นมือเข้ามาอุ้มชู?

วันใดที่เธอเจ็บป่วยถึงขั้นนอนติดอยู่กับเตียง
วันนั้นเธออาจไม่มีอะไรให้กลัวอีกต่อไป แต่ใครๆ ต่างจะพากันกลัวเธอ!

พ่อแม่กลัวเธอไม่หาย!
ญาติๆ และผองเพื่อน กลัวเธอยืมเงิน!
คู่ชีวิตกลัวเธอจะทำให้เขาเหนื่อย
โรงพยาบาลกลัวเธอจะไม่มีเงินจ่ายค่ารักษา

ถึงตอนนั้น กำลังวังชา ความภาคภูมิใจได้อันตรธานหายไปจนหมดสิ้น
ดังนั้น เธอต้องดูแลสุขภาพของตัวเธอให้ดี สุขภาพไม่ดี ทุกสิ่งที่มีก็ไม่ใช่ของเธออีกต่อไป!

เธอบอกว่าแมวไม่ขโมยกิน เธอลองเอาปลาไปวางดูสิ!

เธอบอกว่าสามีไม่มีทางเป็นอื่น เธอให้เด็กสาวทดลองดูสิ!

เธอบอกว่า พ่อเมีย แม่เมีย รักเธอมาก เธอลองตีลูกสาวของเขาดูสิ!

เธอบอกว่าพ่อผัว แม่ผัว รักเธอมาก
เธอลองพูดถึงเรื่องมรดกดูสิ!

เธอบอกว่าเถ้าแก่ให้ความสำคัญกับเธอมาก เธอลองต่อรองอะไรบางอย่างสิ!

เธอบอกว่ามีญาติเป็นเศรษฐี เธอลองเอ่ยยิมเงินเขาสิ!

เธอบอกแฟนรักเธอมาก เธอลองเจ็บป่วยดูสิ!

สังคมในวันนี้ อย่าได้ริอาจไปลองใจใคร เพราะหากเธอลองใจใครเมื่อใด เธอจะรู้ว่า “The End” มันคืออะไร!

อย่าลองใจใคร เพราะมันจะทำให้เธอเศร้าใจ

คำพูดบางคำ แค่ฟังก็พอ อย่าไปจริงจัง
เรื่องบางเรื่อง แค่รู้ก็พอ อย่าพูดจนหมดเปลือก
คนบางคน เข้าใจก็พอ อย่าศึกษาจนถ่องแท้
ใครดีใครร้าย รู้อยู่แก่ใจก็พอ

ขอบคุณข้อมูล นุสนธิ์บุคส์

15 นิสัยที่บอกว่าคุณเป็น ‘คนเซนซิทีฟ’

เคยรู้สึกมั้ยว่าตัวเองรู้สึกกับเรืองต่างๆลึกซึ้งกว่าคนอื่น กังวลว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับเรื่องแบบนี้มั้ย คุณชอบสถานที่สงบๆมากกว่าการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่วุ่นวายใช่มั้ย

ถ้าคำตอบของคุณคือใช่ คุณอาจจะเป็นคนที่เซนซิทีฟสูง ดอกเตอร์ Elaine N. Aron เริ่มทำการวิจัยนิสัยของคนที่เซนซิทีฟสูง ในปี 1990 ดร.ได้ทำแบบทดสอบออกมา มาลองดูกัน

1.รู้สึกกับเรื่องต่างๆอย่างลึกซึ้ง
พวกเขามีนิสัยชอบคิดออย่างลึกซึ้ง ใช้สัญชาติญญาณในการตัดสินใจ

2.มีปฏิกิริยาตอบสนองทางอารมณ์ที่รุนแรง
พวกเขามักจะมีความรู้สึกที่รุนแรงต่อสถานการณ์บางอย่าง แล้วก็จะกังวลกับปฏิกิริยาตอบสนองในแง่ลบของคนอื่น

3.พวกเค้ามักจะได้ยินประโยคเหล่านี้บ่อยๆ ไม่ต้องเก็บเอามาคิด มันไม่เกี่ยวกับคุณ ทำไมคุณต้องเซนซิทีฟขนาดนี้
ความเซนซิทีฟอาจจะเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม ในบางสังคน อาจจะมีคนพูดว่า เธอเซนซิทีฟเกินไปแล้ว แต่ในบางสังคมนี่อาจจะเป็นข้อดี

4.ชอบออกกำลังกายคนเดียว
คนที่มีความเซนซิทีฟสูงมักหลีกเลี่ยงการออกกำลัง หรือเล่นกีฬาเป็นกลุ่ม

5.พวกเขาต้องการเวลาในการตัดสินใจนานกว่าคนอื่น
คนเซนซิทีฟสูงจะคิดอะไรอย่างรอบคอบ ซึ่งนั่นก็ทำให้พวกเขาตัดสินใจเรื่องต่างๆลำบาก

6.เวลาตัดสินใจพลาด จะไม่พอใจอย่างมาก
คนเซนซิทีฟทั้งหลายจะมีปฏิกิริยาต่อการตัดสินใจพลาดรุนแรงกว่าคนอื่น

7.ใส่ใจในรายละเอียด
คนเซนซิทีฟสูงจะใส่ใจในทุกรายละเอียด

8.ไม่ใช่ว่าคนเซนซิทีฟทุกคนจะเป็นคนเก็บตัว
มากกว่า 30% เป็นคนเปิดเผย

9.เมื่อทำงานเป็นทีม คนเซนซิทีฟจะมีผลงานดีเลิศ
คนพวกนี้จะคิดลึกคิดล้ำ คิดหลายชั้น พวกเขามักจะพูดว่า ไม่จำเป็นต้องตัดสินใจตอนนี้ก็ได้

10.มีภาวะที่ง่ายต่อการเป็นคนขี้วิตกกังวลและซึมเศร้า
ถ้าคุณเคยมีประสบการณ์ชีวิตที่ไม่ดี โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่น อาจจะทำให้กลายเป็นคนไม่ไว้ใจใครง่ายๆ

11.สำหรับพวกเขาเสียงดังรบกวนสร้างปัญหาให้เขามากกว่าคนทั่วไป
พวกเขามีความอดทนต่อเสียงรบกวนต่ำ ไม่สามารถจัดการปัญหาวุ่นวายเหล่านี้ได้

12.ร้องไห้ง่าย
พวกเขาต้องการสิ่งแวดล้อมที่ทำให้รู้สึกถึงความปลอดภัย การร้องไห้เป็นวิธีการแสดงออกอย่างหนึ่ง

13.มีมารยาทมาก
พวกเขาจะคิดแทนคนอื่น และเป็นคนรู้ผิดชอบชั่วดี การแสดงออกของพวกเขามีมารยาทเสมอ

14.มีปฏิกิริยาต่อการวิพากษ์วิจารณ์ลึกซึ้ง
พวกเขามีปฏิกิริยาตอบสนองต่อการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง

15.ชอบออฟฟิศที่ปิดเป็นสัดส่วน ไม่ชอบที่โล่งกว้าง
คนเซนซิทีฟชอบการมีพื้นที่ส่วนตัว พวกเขาชอบที่จะสามารถควบคุมดูแลพื้นที่ของตัวเองได้ และนั่นก็ทำให้งานมีความท้าทายมากขึ้น
ตรงกับคุณบ้างมั้ยคะ

ขอบคุณข้อมูล liekr.com

9 วิธีเป็น ‘คนเจ้าเสน่ห์’ ที่มีความสุข

หลายคนอาจมั่นใจในตัวเองว่าเป็นคนมีเสน่ห์ และถูกแวดล้อมด้วยคนรอบข้างตลอดเวลา แต่แน่ใจหรือว่าคุณเป็นคนเจ้าเสน่ห์ที่มีความสุขในชีวิตจริงๆ ไม่ใช่แค่คนมารุมล้อมคุณเพราะการที่คุณลงทุนทุ่มเงินหรือสิ่งตอบแทนให้เขาเหล่านั้น “หนังสือ 104 วิธีสู่การเป็นคนน่ารัก” ได้ให้แง่คิดการมีชีวิตแบบเป็นสุข จนอดหยิบยกมานำเสนอให้กับสาวเจ้าเสน่ห์ที่อยากมีความสุขที่แท้จริงไม่ได้ว่า จริงๆ แล้ว การหันมามองตัวเองเป็นการสร้างความสุขให้กับตัวเองมากที่สุด

1. สร้างเป้าหมายให้กับชีวิต

ดัชนีที่สามารถใช้ชี้วัดความกระตือรือร้นและพลังชีวิตของแต่ละคน คือความสามารถในการสร้างเป้าหมายในชีวิต ลองถามตัวเองให้แน่ในเกี่ยวกับเป้าหมายระดับต่างๆ ที่ตั้งไว้ เพราะสิ่งนั้นควรจะเป็นเรื่องที่เราต้องการจริงๆ มีเวลาและพลังงานมากพอ รวมทั้งคุ้มค่าต่อความพยายามที่แลกไป เป้าหมายในระดับสูงน่าจะเป็นสิ่งสะท้อนถึงคุณค่าที่เรายึดถือในชีวิตอย่างแท้จริง เพื่อที่ว่าจะได้เกิดแรงผลักดันในการไปให้ถึง

2. กำหนดแต่ละก้าวสู่จุดหมายให้ชัดเจน

แต่ละก้าวที่เรามุ่งไปสู่จุดหมาย เมื่อสิ้นสุดภารกิจแต่ละขึ้นตอน สูดหายใจลึกๆ และทบทวนอีกครั้งว่าก้าวต่อไปจะแตกต่างจากเดิมอย่างไร ด้วยวิธีนี้จะทำให้เรามองเห็นขึ้นต่อไปชัดเจนขึ้น และมีพลังงานสำรองมากพอที่จะลุยไปข้างหน้า หากเป้าหมายที่วางไว้เป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยทำมาก่อนเลยในชีวิต ลองปรึกษากับคนที่ประสบความสำเร็จมาก่อน ใช้คำแนะนำและชัยชนะของพวกเขามาเป็นแรงกระตุ้นที่มีประโยชน์สำหรับเรา แล้วทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด

3. รักษาทัศนคติในแง่บวกและความกระตือรือร้นเอาไว้ให้ดี

กฎทองที่ควรมีไว้เตือนใจตัวเองเป็นประจำคือ พยายามเพ่งมองผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจากสิ่งต่างๆ ที่เรากำลังทำอยู่ในแง่ดี มากกว่ามองในแง่ลบ แล้วสิ่งนี้เองที่จะสะท้อนไปถึงสิ่งแวดล้อมในการทำงาน ที่คุณจะสามารถเข้ากับเพื่อนร่วมงานได้เป็นอย่างดี ทำให้มีความสุขในการทำงานเพิ่มขึ้น

4. รู้จักใช้ศิลปะในการวิพากษ์วิจารณ์

อีกเรื่องหนึ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้พ้นทั้งในชีวิตส่วนตัวและชีวิตการงานคือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งที่เราเป็นผู้กระทำและเป็นฝ่ายถูกกระทำ ไม่ว่าจะเป็นมุมไหนก็ตาม ศิลปะในการวิพากษ์วิจารณ์ที่สร้างสรรค์มีกฎง่ายๆ อยู่ไม่กี่ข้อ คือ มีจุดประสงค์ในการวิจารณ์ที่เสนอทางออกที่เป็นจริง รวมทั้งให้คำแนะนำที่ดีในการแก้ปัญหา ในการวิพากษ์วิจารณ์ควรทำเป็นส่วนตัวไม่ใช่ในที่สาธารณะ และคำนึงถึงความรู้สึกที่ละเอียดอ่อนต่างๆ ด้วย หากทำได้ตามขั้นตอนเหล่านี้ การวิพากษ์วิจารณ์นั้นๆ จะให้ผลในแง่ดี

5. พูดคำว่า “ไม่” เสียบ้าง เพื่อลดความเครียดลง

ดูเหมือนว่าความเครียดส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันมาจากการปฏิเสธคนไม่เป็น หรือการไม่พูดคำว่า “ไม่” ออกไปชัดเจน ในบางสถานการณ์โดยเฉพาะในชีวิตการทำงาน การปฏิเสธในเวลาที่เหมาะสมไม่ใช่เรื่องเลวร้ายหรือทำให้ดูไร้น้ำใจเสมอไป เพียงแต่ต้องเลือกวิธีการและจังหวะเวลาให้ดี ปฏิเสธอย่างชัดเจนในกรณีที่ทำไม่ได้จริงๆ พูดสั้นๆ แค่ “ไม่ค่ะ ขอบคุณมาก” แต่ในบางกรณีอาจปฏิเสธพร้อมเหตุผลสั้นๆ เช่น “ไม่สะดวกค่ะ ต้องรีบเตรียมรายงานสำหรับวันพรุ่งนี้” การมีท่าทียิ้มแย้มจะทำให้การปฏิเสธนั้นไม่ดูก้าวร้าว

6. มองหาศรัทธาในชีวิต

ในชีวิตคนเราจำเป็นต้องมีศรัทธาต่อบางสิ่งอยู่เสมอ ศรัทธาคือความเชื่อมั่นหรือการให้คุณค่าต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็นความหมายและคำอธิบายต่อการได้เกิดมามีชีวิตอยู่บนโลกนี้ ง่ายๆ อย่างเช่นความศรัทธาที่มีต่อศาสนา ซึ่งถ้าเราจะยึดถือในเรื่องศาสนาได้อย่างพอดีก็นับเป็นเรื่องดีมาก เมื่อมีศรัทธาแล้ว ก็หันมายอมรับและพอใจกับตัวเอง ด้วยการค้นหาความสำเร็จสูงสุดในชีวิตให้เจอแล้ว แล้วมีความพอใจกับมัน แค่นี้ความพอใจในชีวิตก็จะเกิดขึ้นเอง

7. ดูแลสุขภาพกายใจให้ดีอยู่เสมอ

อย่าหลงลืมเป็นอันขาด การดูแลสุขภาพกายและใจให้แข็งแรงอยู่เสมอ เป็นเรื่องพื้นฐานที่เราต้องทำให้เป็นวินัยไปชั่วชีวิต เพราะเมื่อสุขภาพดีเป็นเบื้องต้นแล้ว เท่ากับว่าต้อนทุนชีวิตของเรามีตุนอยู่เต็มกระเป๋า โดยเริ่มด้วยการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ อย่ามัวคุมอาหารจนผอมหัวโต ออกกำลังกายเป็นประจก อย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 20 นาที และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ คุณภาพชีวิตเต็มร้อยแน่นอน

8. อิ่มใจกับความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิต

ไม่จำเป็นเสมอไปที่ความอิ่มเอิบใจ จะมาจากความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ เพราะมีตัวอย่างหลายต่อหลายเรื่องที่ทำให้เห็นว่า ความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ต่างหากที่จะนำไปสู่ชัยชนะที่สูงที่สุดในชีวิต ดังนั้นลองหันมาชื่นชมกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำสำเร็จดูบ้าง หากรู้จักอิ่มใจแล้ว ทีนี้ก็มอบความรักให้กับผู้อื่นด้วยการให้อภัย และพร้อมที่จะยกโทษให้คนรอบข้างได้เสมอ

9. ฟื้นฟูคุณค่าให้ตัวเอง ในวันที่แสนท้อแท้

คงจะมีบ้างในบางวันที่รู้สึกล้มเหลวและเป็นผู้แพ้ แทนที่จะปล่อยให้ตัวเองหมดแรงนอนซม หรือตามใจตัวเองผิดๆ ด้วยการกินอย่างไม่บันยะบันยัง ดังนั้นลองหาวิธีง่ายๆในการสร้างกำลังใจให้ตัวเอง เช่น ใช้เวลายามเย็นเดินชมสวน โทรคุยกับเพื่อนเก่าที่มีคำพูดดีๆ ให้เราเสมอ

สุดท้ายพึงระลึกอยู่เสมอว่า ไม่ใช่แค่คุณคนเดียวที่ก้าวย่างอยู่บนโลกกลมๆ ใบนี้ หากมีปัญหาหรือท้อแท้ หรือแม้แต่กำลังมีความสุข ก็อย่าลืมนึกถึงคนรัก ครอบครัว และเพื่อนๆ มาอยู่แวดล้อมคุณด้วย

4 วิธีปรับเปลี่ยนทัศนคติ เอาชนะ “ความท้อแท้”

คนเราจะแพ้ได้สักกี่ครั้ง แล้วจะมีกี่ครั้งที่เรารู้สึกสิ้นหวัง ท้อแท้ หมดกำลังใจ หนึ่งในวิธีที่จะทำให้คุณลุกกลับมาได้ไว คือการปรับเปลี่ยนทัศนคติ แค่คิดบวก อย่างน้อยเราอาจไม่ชนะหรือลุกขึ้นมาหายจากอาหารสิ้นหวัง แต่อย่างน้อยเราก็ชนะความท้อแท้ได้แล้วหนึ่งก้าว

1.เริ่มจากคิดบวกมองโลกในแง่ดี
ไม่ได้เป็นคนโลกสวย แต่อย่างน้อยถ้าสิ่งที่ทำให้ทุกข์ใจเราพลิกมันกลับกลายเป็นมุมมองในแง่ที่ดี ก็มีกำลังที่จะลุกต่อไปทำให้สำเร็จ ไม่ท้อแท้ หมดหวังตั้งแต่กลางทาง แทนที่จะคิดในแง่ลบตั้งแต่แรกว่าเราทำไม่ได้หรอก ทำไมไม่ทำให้เชื่อว่าเราสามารถบรรลุเป้าหมายได้ ถ้าลงมือทำทีละเล็กทีละน้อยและมุ่งมั่นทำต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสำเร็จ

2.ปลดล็อคความกลัว
ลองถามตัวเองว่าทำไมถึงทำไม่ได้ ถ้ามันเริ่มจากความกลัว หรือตีตนไปก่อนไข้ กลัวว่าจะทำมันไม่สำเร็จ หรือเคยเกิดเหตุการณ์ทำแล้วท้อแท้ในครั้งเก่า หากมีครั้งที่สองจะยิ่งตอกย้ำความล้มเหลวของตัวเองอีก ถ้าข้อนี้คือเหตุผลที่ทำให้เกิดความท้อแท้ ปลดล็อคมันซะ มันอาจจะไม่ได้ปลดออกง่ายๆ แต่เชื่อเถอะว่าถ้าคุณก้าวข้ามผ่านเส้นนี้ไปได้ ก็สำเร็จไปแล้วหนึ่งขั้น

3.เข้าใจตัวเอง เลิกเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น
มองตัวเองให้ชัด เข้าใจตัวเองให้ดีเสียก่อน ก่อนเอาตัวเองไปเปรียบกับคนอื่น เพราะความท้อแท้ก็เริ่มจากมองคนอื่น เห็นเขาดีกว่า เก่งกว่า แต่เราไม่รู้หรอกว่าพวกเขาเหล่านั้นต้องผ่านความยากลำบากและความท้อแท้ใจมามากแค่ไหนถึงจะประสบความสำเร็จอย่างที่เราเห็นอยู่นี้ สิ่งที่เราทำได้ในตอนนี้คือพยายามทำให้ดีที่สุด ตั้งใจทำสิ่งที่เราทำได้เพื่อบรรลุเป้าหมาย อย่าเปรียบเทียบสิ่งที่เห็นอยู่ภายนอกกับผู้อื่น ไม่อย่างนั้นเราจะท้อแท้และลืมทำตามเป้าหมายของตนให้สำเร็จ

4.ละวางความโกรธ
ทำไมโกรธแล้วถึงท้อแท้ เพราะเราอาจจะโกรธเพราะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเรื่องราวในอดีต จนทำให้รู้สึกท้อแท้ ให้ระลึกไว้เสมอว่าแม้ทุกคนจะมีอารมณ์โกรธกันได้เป็นธรรมดา แต่โกรธแล้วก็ไม่ก่อประโยชน์ใดๆ ละวางความโกรธแค้นในอดีตและสนใจเป้าหมายในปัจจุบันของเราก็พอ

วิธีที่จะควบคุมความโกรธได้ดีที่สุด ได้แก่ สูดหายใจเข้าลึกๆ และหากิจกรรมอื่นๆ เช่น ดูหนัง อ่านหนังสือ หรือจดบันทึกความโกรธไว้เตือนสติเราในวันข้างหน้า

ขอบคุณ goodlifeupdate