12 ข้อคิดวิธีเลี้ยงลูกอย่างไร ให้เป็นผู้มีปัญญามาก! อยากให้คนเป็นพ่อแม่ได้อ่านจริงๆ

1.ถ้าท่านเข้าใจความเป็นมนุษย์ ท่านจะเข้าใจได้เองว่า ควรปฏิบัติเช่นไรต่อลูกของท่าน พ่อแม่ควรทำความเข้าใจจิตใจของตนเองให้มากกว่าสิ่งใด ความรู้สึกต่างๆ ที่มีในตัวท่าน ย่อมมีอยู่ในตัวลูกของท่าน และมีอยู่ในเพื่อนมนุษย์ทุกคนด้วย

2. ความรักกับความกลัวคือเส้นบางๆ บางครั้งความรักของพ่อแม่ก็มาพร้อมความกลัว พ่อแม่คนใดใช้ความรักเลี้ยงลูก ลูกย่อมเป็นตัวของตัวเอง พ่อแม่คนใดใช้ความกลัวเลี้ยงลูก ลูกย่อมเติบโตเป็นทาสสังคมอย่างหลีกเหลี่ยงไม่ได้

3. ท่านสอนให้ลูกมีชีวิตเรียบง่าย แต่ท่านกลับซื้อของราคาแพงให้ ท่านสอนให้ลูกไม่แบ่งชั้นวรรณะ แต่ท่านกลับห้ามไม่ให้เขาเล่นกับเพื่อนบ้าน ท่านสอนว่า ความสุขคือสิ่งสำคัญที่สุด ขณะที่ท่านออกคำสั่งให้เขาทำสิ่งที่มีความทุกข์อยู่ตลอดเวลา ช่างน่าสับสนแทนลูกของท่านจริงๆ คำสั่งสอนของพ่อแม่ไม่ใช่คำสั่งสอน การกระทำของพ่อแม่เท่านั้น จะเป็นคำสั่งสอนให้ลูกได้!

4. อย่ารีบร้อนให้ลูกของท่านเป็นผู้ใหญ่เกินอายุ เด็กๆ ควรเติบโตสมวัย ความฉลาดเกินวัยจะทำให้เขาเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้ยากยิ่ง

5. ท่านใช้คำว่าเลี้ยงลูกเพื่อการสื่อสารได้ แต่ในแง่ของความรู้สึก ท่านไม่ควรรู้สึกว่าท่านกำลังเลี้ยงลูกอยู่ ความรู้สึกว่าท่านกำลังเลี้ยงลูก เป็นความรู้สึกที่รัดกุมเกินไป ขอให้ท่านรู้สึกว่า กำลังเรียนรู้จากลูกจะดีกว่า เพราะคำว่าเรียนรู้ทำให้ท่านกลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้ง การเป็นนักเรียนย่อมสนุกกว่าการเป็นศาสตราจารย์ไปไหนๆ

6. แน่นอนว่าพ่อแม่ทุกคนย่อมมีประสบการณ์ แต่ท่านไม่ควรถ่ายทอดประสบการณ์ทั้งหมดไปสู่ลูกของท่าน บางสิ่งจงถ่ายทอด บางสิ่งจงเก็บงำ แม้ใช้ประสบการณ์เก่าแก่ของตนในการเลี้ยงลูกทั้งหมด ลูกย่อมมีชีวิตไม่ต่างจากท่าน

7. พ่อแม่ที่พูดว่า “ไม่ต้องการอะไรจากลูก ขอแค่ให้ลูกมีความสุข” คือพ่อแม่ที่มีความต้องการยิ่งกว่าพ่อแม่ชนิดไหน เพราะท่านจะทำอะไรวุ่นวายอีกหลายอย่าง เพื่อให้ลูกของท่านมีความสุข ท่านกลายเป็นพ่อแม่ขี้ขลาดที่ไม่ยอมรับว่า ความทุกข์คือส่วนหนึ่งของชีวิต จงคิดใหม่ จงมองว่า นอกจากความสุขแล้ว ลูกของท่านจำเป็นต้องมีความทุกข์ด้วย ไม่ใช่ความรักและความสุขเท่านั้นที่ทำให้ลูกของท่านแข็งแกร่ง ความทุกข์ก็เช่นกัน

8. สิ่งที่ดีที่สุด ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด อย่าให้สิ่งที่ดีที่สุดแก่ลูกของท่านเพียงอย่างเดียว ลูกของท่านควรได้รับทั้งสิ่งที่ดีที่สุด สิ่งที่อยู่ตรงกลาง และสิ่งที่เลวร้ายที่สุด เพื่อที่ลูกท่านจะมีชีวิตกว้างใหญ่ดังท้องฟ้า

9. ผู้มีสติปัญญาย่อมมีเส้นทางเป็นของตนเอง พ่อแม่คนใดต้องการให้ลูกมีสติปัญญา และเป็นตัวของตัวเอง จะต้องยอมรับด้วยว่า ลูกของท่านจะต้องดื้อรั้นไม่เชื่อฟังท่าน ยากนักที่ผู้ทรงปัญญาจะอยู่ในโอวาทใครง่ายๆ

10. เมื่อท่านปราถนาให้ลูกของท่านประสบความสำเร็จ ท่านจะทำอีกหลายสิ่งที่ทำลายพรสวรรค์ของลูกท่าน ต่อเมื่อท่านไม่แคร์ว่าลูกของท่านจะเป็นคนธรรมดา เมื่อนั้นลูกของท่านอาจเติบโตกลายเป็นบุคคลคนสำคัญของโลก

11. ความดี ความสุข และความเก่ง พ่อแม่ที่ดี ควรให้สองสิ่งแก่ลูก นั่นคือความดี และความสุข ส่วนความเก่งนั้น ขอให้ลูกของท่านตามหามันด้วยตัวเองเถิด แค่ยืนห่างๆ แล้วส่งมอบกำลังใจให้เขาก็พอ

12. ความรับผิดชอบที่แท้จริงของลูก จะเกิดขึ้นหลังจากที่เขาได้รับอิสรภาพเท่านั้น เขาจะรับผิดชอบชีวิตของตนเองได้อย่างไร ถ้าเขาไม่มีสิทธิ์เลือกอะไรในชีวิตของเขาเลย

จงจำไว้เสมอ!!!
การเลี้ยงลูกคือสิ่งยิ่งใหญ่
เพราะท่านต้องเผชิญความเสี่ยงในโลกที่ท่านไม่รู้จัก
ท่านไม่มีวันรู้ได้เลยว่า
การเลี้ยงดูของท่านจะนำลูกของท่านไปสู่อะไร
แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา ชีวิตคือของขวัญ
เมื่อท่านรู้ทั้งหมด ความเป็นของขวัญย่อมหมดไป
เด็กๆ ทุกคนสมควรได้ของขวัญที่ชีวิตมอบใด
จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว
ที่ท่านและลูกของท่านจะคาดเดาอนาคตไม่ได้

อย่าตัดปีกลูกของท่านทิ้ง เพียงเพราะข้างนอกมีพายุ
จงปล่อยให้เขาโผบินสู่ใจกลางพายุด้วยหัวใจนักผจญภัย
เชื่อเถอะ เขาจะไม่ตาย!
ขณะที่ท่านต้องไม่ลืมเช่นกันว่า ตัวท่านเองก็ต้องออกบิน
ลูกของท่าน ตัวท่าน
และเราทุกคนต่างมีชีวิตเป็นของตนเอง
อย่าให้ความเป็นพ่อแม่
ทำให้ท่านหลงลืมความจริงข้อนี้เป็นอันขาด

และถึงที่สุด
จงภูมิใจในความเป็นพ่อแม่ของท่าน
ไม่ว่าลูกของท่านจะเรียนเก่ง หรือเรียนไม่เอาไหน
จะเป็นคนรวย หรือคนจน
เป็นผู้ยิ่งใหญ่หรือเป็นคนธรรมดา
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้คุณค่า
ของความเป็นพ่อแม่ของท่านลดลงหรือเพิ่มขึ้น
เพราะท่านได้สร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด นั่นคือมนุษย์
นอกจากพระเจ้าแล้ว ก็มีแต่พ่อแม่เท่านั้นที่สร้างมนุษย์ได้!!!

ขอบคุณ พศิน อินทรวงค์

อยากให้หยุดอ่านสัก 1นาทีกับ “13 สิ่งที่คนจิตใจเข้มแข็งเขาไม่ทำกัน”

วันนี้เป็นการถ่ายทอดวิธีคิดของคนที่มี “จิตใจเข้มแข็ง” ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญมากๆ ของการใช้ชีวิต

ประเด็นน่าคิดเวลาเราพูดเรื่อง “จิตใจที่เข้มแข็ง” นั้น ก็คือการเข้าใจว่ามันไม่ใช่คนที่เพิกเฉย หรือเฉยชากับความรู้สึก หรือเป็นคนประเภทเก็บความรู้สึกเอาไว้ได้ (ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายๆ คนมักเข้าใจ) แต่แท้จริงแล้ว มันก็คือภาวะที่คนนั้นๆ สามารถจัดการและกับอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ได้เพื่อสามารถสร้างพลังขับเคลื่อนให้กับตัวเองต่อ

ผมเองคงมีเรื่องราวดีๆ มากมายจากหนังสือเล่มนี้เอามาเล่าสู่กันฟังอีกพอสมควร แต่วันนี้ผมขอหยิบ 13 หัวข้อสำคัญที่หนังสือเล่มนี้พูดเอาไว้ มาแบ่งปันกันก่อนแล้วกันนะครับ ว่า 13 สิ่งที่ Amy Morin เขามองว่าคนที่มีจิตใจเข้มแข็งไม่ทำกันนั้นมีอะไรบ้าง

1. พวกเขาไม่เสียพลังงานไปโดยใช่เหตุ
พลังชีวิตของแต่ละคนล้วนมีจำกัด ถ้าเราใช้มันไปกับสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ หรือเอาไปใช้แบบเสียเปล่าก็คงจะไม่ดีแน่ พอเป็นแบบนี้มันจีงจะดีกว่าถ้าคุณรู้ตัวเสมอว่าคุณมีพลังชีวิตอยู่เท่าไร และควรจะเลือกใช้กับอะไร

2. พวกเขาไม่เสียเวลาไปกับการรู้สึกแย่ต่อตัวเอง
การรู้สึกแย่ต่อตัวเองมักเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเวลามีเรื่องร้ายๆ เข้ามาในชีวิต และนั่นเป็นภาวะที่สูบพลังชีวิตเราได้อย่างรวดเร็ว ประเภทที่คิดว่าใครๆ ก็โชคดียกเว้นฉัน ทำไมชีวิตเราต้องเจอแบบนี้ด้วย ฯลฯ ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้จะทำให้คุณพะวงตัวเองอยู่กับความรู้สึกแย่ๆ จนทำให้ก้าวไปไหนต่อได้ยากลำบากมากๆ

3. พวกเขาไม่กลัวกับการเปลี่ยนแปลง
การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมชาติ ถ้าเราไม่สามารถรับการเปลี่ยนแปลงได้ก็คงจะแย่เป็นแน่ แต่ในทางกลับกัน ถ้าคนพร้อมจะรับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอๆ ก็จะทำให้พวกเขามีจิตใจที่พร้อมและเข้มแข็งไปด้วยเช่นกัน

4. พวกเขาไม่โฟกัสไปกับสิ่งที่พวกเขาควบคุมไม่ได้
ถ้าคุณมัวแต่พะวงหรือกังวลใจกับสิ่งที่คุณไม่สามารถควบคุมมันได้ มันก็จะมีแต่ทำให้คุณเสียกำลังใจ รู้สึกแย่ โดยที่ทำอะไรกับมันไม่ได้อีกต่างหาก ฉะนั้นแล้ว ทางที่ดีคือคุณควรรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่คุณควบคุมได้ (ตัวคุณเอง? ความรู้สึกของคุณ?) แล้วโฟกัสมัน แทนที่จะเอาใจไปผูกกับสิ่งอื่นที่คุณเองก็ไปทำอะไรมันไม่ได้

5. พวกเขาไม่มานั่งเอาใจทุกคน
บางคนอาจจะชอบการมีคนมาชื่นชอบตัวเอง จนทำให้ต้องพยายามเอาใจคนนั้นคนนี้อยู่บ่อยๆ แต่นั่นกลายเป็นนิสัยที่ทำให้ตัวเราเองเปราะบางและกังวลเวลามีคนไม่ชื่นชอบหรือรู้สึกแย่กับเรา อันที่จริงแล้ว ถ้าเราไม่แคร์กับมันเท่าไร เราก็จะไม่รู้สึกแย่กับมันได้เท่านั้น

6. พวกเขาไม่กลัวการเสี่ยง
จริงอยู่การเสี่ยงอาจจะนำมาซี่งความผิดพลาดและความล้มเหลว แต่การเผชิญหน้ากับความเสี่ยงก็เป็นการฝึกจิตใจตัวเองให้เข้มแข็งด้วยเช่นกัน ฉะนั้นแล้ว การเสี่ยงเลยถือเป็นสิ่งที่สร้างพื้นฐานจิตใจที่แข้มแข็งให้กับคุณได้อย่างดีทีเดียว

7. พวกเขาไม่ยึดติดกับอดีต
ความผิดพลาดและเรื่องที่เกิดขึ้นไปแล้ว ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วและกลับไปแก้ไขมันไม่ได้ มันคงไม่ใช่เรื่องดีเท่าไรนักถ้าคุณยังคงไปยึดติดและคิดวนไปวนมากับมัน แถมจะทำให้ตัวเองเสียพลังงานกับเรื่องเหล่านี้โดยใช่เหตุอีกต่างหาก

8. พวกเขาไม่ขุ่นเคืองกับความสำเร็จคนอื่น
การเห็นคนอื่นได้ดี มักจะทำให้หลายๆ คนเกิดความรู้สึกอิจฉา ยิ่งถ้าคนที่ได้ดีเป็นคนที่ตัวเองไม่ได้ชื่นชอบหรือเป็นศัตรูกันด้วยแล้ว แต่เอาจริงๆ การคิดแบบนั้นมีแต่จะทำให้คุณรู้สึกแย่ และรู้สึกร้อนรนมากกว่าจะทำให้คุณรู้สึกดีและเข้มแข็ง

9. พวกเขาไม่ทำสิ่งที่ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีก
การเรียนรู้และเติบโตขึ้นเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ตัวเองเข้มแข็งและแข็งแกร่งขึ้น แน่นอนว่าสิ่งที่ต้องฝึกตามไปด้วยคือการไม่ทำผิดเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ ซากๆ ยิ่งถ้าเรารู้ว่าเรื่องนี้จะทำร้ายเรา จะทำให้เราเจ็บปวด ก็ต้องรู้วิธีที่จะป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก เพราะนั่นอาจจะเป็นการสั่นสะเทือนตัวเราซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยไม่จำเป็นเลย

10. พวกเขาไม่ยอมแพ้เมื่อต้องล้มเหลว
ใครๆ ก็ล้วนผิดพลาดกันได้ สามารถล้มเหลวกันได้ แต่มันสำคัญที่เราจะยอมแพ้ ล้มเลิก และปล่อยตัวเองให้อยู่กับคำว่า “แพ้” หรือเปล่า? สิ่งที่ดีเมื่อเจอกับความผิดพลาดคืออย่าได้จมไปอยู่กับมัน และเอาจริงๆ คุณไม่ควรจะต้องล้มเลิกความพยายามแต่อย่างใด

11. พวกเขาไม่กลัวเวลาที่จะต้องอยู่คนเดียว
การรู้สึกว่าต้องมีคนข้างๆ หรือไม่สามารถอยู่คนเดียวได้จะยิ่งทำให้คุณจำเป็นต้องมีคนอื่นอยู่เสมอๆ ซี่งจะกลายเป็นจุดอ่อนที่ผูกมัดตัวเองกับคนอื่นไปโดยไม่รู้ตัว แต่ถ้าเราสามารถยืนหยัดด้วยตัวเองได้ สภาพจิตใจของเราก็จะเข้มแข็งขึ้นแน่นอน

12. พวกเขาไม่คาดหวังผลที่จะเกิดขึ้นแบบปุปปัป
หลายๆ คนมักมีปัญหาประเภทคาดหวังแล้วจะต้องได้ผลในทันที ฟันธงแบบฉับๆ แต่จริงๆ แล้วหลายสิ่งในโลกเกิดขึ้นโดยต้องใช้เวลา และนั่นคือบททดสอบอย่างดีในการให้จิตใจของเราได้เรียนรู้การอดทน และเข้มแข็งกับสภาวะต่างๆ ตามกาลเวลานั่นแหละ

13. พวกเขาไม่ได้คิดว่าโลกเป็นหนี้บุญคุณพวกเขา
การเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาลในหลายๆ คนอาจจะทำให้พวกเขารู้สึกคิดวนเวียนอยู่กับเรื่องของตัวเองโดยไม่สนใจเรื่องอื่นๆ บ้างก็มองว่าคนอื่นต่ำกว่าตัวเองไปเสียหมด และนั่นก็ไม่ได้ทำให้คนๆ นั้นแข็งแกร่งแต่อย่างใดเลย

ขอบคุณข้อมูล http://www.nuttaputch.com/13-things-mentally-strong-people-dont-do/

20 วิธีเวลาเจอปัญหาชีวิต!! คิดอย่างผู้ชนะ คิดอย่างไร

ในชีวิตคนเรา ย่อมเจอเรื่องดีและร้ายคละกันไป ตามบุญและกรรมที่เราได้สร้างกันมา หากเจอเรื่องดี เราก็ยิ้มและมีความสุขได้เพราะเหตุแห่งบุญ และกรรมดีที่ได้กระทำมา แต่หากถึงคราวที่บาปส่งผล กับรับไม่ได้ทั้งๆที่เราเองเป็นคนทำ ดังนั้นเราจะต้องยอมรับและผ่าน ไปให้ได้ เมื่อเจอเหตุการณ์ที่ไม่ดี ให้เราคิดดีให้ได้ หาข้อดีให้เจอ แม้เจอเรื่องหนักๆ เดี่ยวมันก็ผ่านไปได้ พร้อมกับเรื่องดีๆจะตามมาเอง เราขอเป็นกำลังใจแด่ทุกท่าน ให้ผ่านไปให้ได้

20 เหตุการณ์ตัวอย่างหนักๆ เราจะคิดได้อย่างไร

1.เวลาเจองานหนัก ให้บอกตัวเองว่า นี่คือ โอกาส ในการ เตรียมพร้อม สู่ความ เป็น มืออาชี

2.เวลาเจอปัญหาซับซ้อน ให้บอกตัวเองว่า นี่คือ บทเรียนที่จะสร้าง ปัญญา ได้อย่างวิเศษ

3.เวลาเจอความทุกข์หนัก ให้บอกตัวเองว่า นี่คือ แบบฝึกหัด ที่จะช่วยให้เกิด ทักษะ ในการ ดำเนินชีวิต

4.เวลาเจอนายจอมละเมียด ให้บอกตัวเองว่า นี่คือ การฝึกตน ให้เป็น คนสมบูรณ์แบบ (Perfectionist)

5.เวลาเจอคำตำหนิ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือ การชี้ขุมทรัพย์ มหาสมบัติ

6.เวลาเจอคำนินทา ให้บอกตัวเองว่า นี่คือ การสะท้อนว่า เรายังคงเป็น คน ที่มีความหมาย

7.เวลาเจอความผิดหวัง ให้บอกตัวเองว่า นี่คือ วิธีที่ธรรมชาติ กำลังสร้าง ภูมิคุ้มกัน ให้กับชีวิต

8.เวลาเจอความป่วยไข้ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือ การเตือน ให้เห็นคุณค่า ของการ รักษาสุขภาพ ให้ดี

9.เวลาเจอความพลัดพราก ให้บอกตัวเองว่า นี่คือ บทเรียนของ การรู้จักยืนหยัด ด้วยตัวเอง

10.เวลาเจอลูกหัวดื้อ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือ โอกาสทอง ของการพิสูจน์ ความเป็นพ่อแม่ ที่แท้จริง

11.เวลาเจอแฟนทิ้ง ให้บอกตัวเองว่า นี่คือ ความเป็นอนิจจัง ที่ทุกชีวิต มีโอกาสพานพบ

12.เวลาเจอคนที่ใช่แต่เขามีคู่แล้ว ให้บอกตัวเองว่า นี่คือ ประจักษ์พยานว่า ไม่มีใคร ได้ทุกอย่าง ดั่งใจหวัง

13.เวลาเจอภาวะหลุดจากอำนาจ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือ ความอนัตตา ของชีวิต และสรรพสิ่ง

14.เวลาเจอคนกลิ้งกะล่อน ให้บอกตัวเองว่า นี่คือ อุทาหรณ์ของชีวิต ที่ไม่น่าเจริญรอยตาม

15.เวลาเจอคนเลว ให้บอกตัวเองว่า นี่คือ ตัวอย่างของชีวิต ที่ไม่พึงประสงค์

16.เวลาเจออุบัติเหตุ ให้บอกตัวเอง นี่คือ คำเตือนว่า จงอย่าประมาทซ้ำอีก เป็นอันขาด

17.เวลาเจอศัตรูคอยกลั่นแกล้ง ให้บอกตัวเองว่า นี่คือ บททดสอบ ที่ว่า ‘มารไม่มี บารมีไม่เกิด’

18.เวลาเจอวิกฤต ให้บอกตัวเองว่า นี่คือ บทพิสูจน์สัจธรรม ‘ในวิกฤต ย่อมมีโอกาส’

19.เวลาเจอความจน ให้บอกตัวเองว่า นี่คือวิธีที่ธรรมชาติ เปิดโอกาส ให้เรา ได้ต่อสู้ชีวิต

20เวลาเจอความตาย ให้บอกตัวเองว่า นี่คือฉากสุดท้าย ที่จะทำให้ ชีวิต มีความสมบูรณ์

ขอบคุณข้อมูล fungtumpost.com

วิบากกรรม!! บุคคลที่ทำให้พ่อแม่ต้อง “น้ำตาตก”

วิบากกรรม!!! บุคคลที่ได้สร้างกรรมทำชั่วไว้กับผู้เป็นแม่ผู้มีพระคุณสูงยิ่ง ขาดความกตัญญูแล้วหนีไม่พ้นกรรมตามสนอง ตามสนองในชาตินี้ พอรู้ตัวว่าผิดก็หมดลมหายใจ

เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๙ เป็นเวลาที่อาตมารับราชการเป็นพนักงานแผนกที่ดิน อยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดระยอง มีเพื่อนร่วมโรงเรียนจบพร้อมกันและมีอายุเท่ากัน ปีเดียวกัน แต่ทำงานคนละแผนกในอำเภอเดียวกัน วันหนึ่งในเวลาราชการ อาตมาเดินออกจากแผนกที่ดินเพื่อนำหนังสือมาเสนอให้นายอำเภอลงนาม ก่อนที่จะเข้าห้องนายอำเภอ ต้องผ่านหน้าห้องมีโต๊ะปลัดอำเภอตั้งอยู่

เห็นโยมแม่ของเพื่อนยืนร้องไห้อยู่ที่ข้างโต๊ะปลัด เห็นเพื่อนผู้เป็นลูกยืนแสดงสีหน้าเครียดกำลังอารมณ์เสีย ขึ้นเสียงดังด้วยความโกรธ อาตมายืนนิ่งฟังอยู่ห่างๆ เพราะยังไม่รู้เรื่องต้นสายปลายเหตุ ที่สุดก็จับใจความได้ว่า เพื่อนผู้นี้กำลังจะไล่แม่ให้ออกจากบ้าน ไม่สนใจว่าแม่จะไปอาศัยอยู่ที่ไหน

อาตมาฟังแล้วต้องชะงักยืนงง ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าเพื่อนจะใจเหี้ยมโหดรุนแรงถึงเพียงนี้ อาตมาคิดแล้วก็เศร้าใจ เพราะเพื่อนผู้นี้เคยจบหกพร้อมกันที่โรงเรียนระยองมิตรอุปถัมภ์ และเวลานั้นเพื่อนก็มีภรรยาแล้ว แต่ยังไม่มีบุตรด้วยกัน เมื่อมาพิจารณาดูตั้งแต่เพื่อนได้ภรรยาแล้วก็เปลี่ยนนิสัยไป ก่อนอยู่สองคนกับแม่ก็เป็นคนดี

อาตมาได้ยินปลัดอำเภอได้พยายามไกล่เกลี่ย เปรียบเทียบชี้ให้เห็นบุญบาป ที่ทำให้แม่เสียอกเสียใจถึงกับน้ำตาตก ร้องไห้สะอึกสะอื้นแล้วพูดด้วยเสียงสั่นๆ อย่างน้อยอกน้อยใจ แต่ไม่ได้พูดรุนแรงกับลูก พูดจาเรียบๆ ไม่หยาบคาย เหมือนไม่โกรธตอบลูก แต่พูดให้ลูกเห็นใจ มิได้ใช้วาจาหยาบคายตามอารมณ์ ฟังแล้วก็คิดสงสาร เสียงผู้เป็นแม่พูดว่า

“แม่ได้ยกบ้านให้ลูกแล้ว เพียงแต่แม่อาศัยไปวันหนึ่งๆ เท่านั้น แม่ไม่ต้องการอะไรทั้งหมด และแม่ก็ไม่โกรธลูกที่ว่าแม่ ไล่แม่ แม่รู้ตัวว่าแม่แก่แล้ว อยู่ได้ไม่นานแม่ก็จะตาย ลูกไม่ควรจะไล่แม่ไปอยู่ที่อื่น แล้วแม่จะไปอยู่ที่ไหนล่ะ ไปอาศัยใครเขาก็คงรังเกียจคนแก่ ช่วยทำงานอะไรให้เขาก็ไม่ไหว เห็นแก่แม่ที่เลี้ยงลูกมาจนโตเถิด แม่แก่แล้วจะอยู่กับลูกไม่นานก็ตาย”

อาตมายืนฟังด้วยความสลดใจ น้ำตามันจะไหลออกมา ข้าราชการบนอำเภอต่างก็หน้าเศร้าเหมือนจะร้องไห้ เพราะความสงสารผู้เป็นแม่ คำพูดของแม่แต่ละคำมิได้พูดให้กระเทือนใจลูกเลย มีแต่คำอ้อนวอนให้ลูกมีความสงสารแม่เท่านั้น แต่ลูกกลับมีกิริยาทั้งขู่ทั้งตวาด ใช้วาจาหยาบคายต่อแม่บังเกิดเกล้า เสียงตวาดว่า

“ต้องออกจากบ้านเพราะบ้านเป็นของฉัน แม่ยกให้ฉัน ไม่ใช่ของแม่แล้ว แม่ไม่มีสิทธิ์จะอยู่ต่อไป แม่ไม่มีที่อยู่ ไปอยู่วัดก็ได้ ขอให้ไปพ้นบ้านฉัน”

อาตมาฟังแล้วมีความแค้นและเจ็บใจแทนผู้เป็นโยมแม่ของเพื่อน ไม่นึกว่าเพื่อนจะมีจิตใจร้ายกาจเยี่ยงสัตว์เช่นนี้ พวกข้าราชการบนอำเภอต่างก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกับอาตมา มีแต่คนแช่งด่าชังน้ำหน้า ไม่มีใครยกย่องว่าเป็นคนดี

อาตมารู้สึกหูหน้าร้อนชา เลือดฉีดแรงขึ้นหน้าเพราะโกรธแทนโยมแม่ของเพื่อน สงสารและเห็นใจ นึกในใจเพื่อนอย่างนี้เลิกคบค้าสมาคมนับแต่บัดนี้เป็นต้นไป อาตมารู้ตัวดีจึงรีบเดินออกจากที่นั่น ก่อนที่จะระงับอารมณ์ไม่อยู่ ทนดูเพื่อนเป็นไอ้ลูกอกตัญญูไม่ไหว

ต่อจากนั้นอาตมาก็ไม่อยากทราบเรื่องให้เกิดความขุ่นใจเปล่าๆ เพราะอาตมาตัดการเป็นเพื่อนฝูงสิ้นสุดกันแล้ว อาตมาคิดว่าเพื่อนคนนี้ต่อไปจะไม่มีความเจริญ มีแต่จะเสื่อมลง กรรมจะต้องตามสนองในวันหนึ่งข้างหน้า

หลังจากนั้นต่อมาประมาณเดือนเศษ หรือสองเดือนอาตมาก็จำไม่ได้ ในปีเดียวกัน เพื่อนผู้นี้ได้ขี่รถจักรยานยนต์ ซูซูกิ ๕๐ ซีซี มาทำงานที่อำเภอเป็นประจำ เช้าวันนั้นประมาณ ๘.๐๐ น. เพื่อนได้ขี่รถออกจากบ้าน ซึ่งอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอประมาณ ๖ กม. ตำบลบ้านแลง อำเภอเมือง เมื่อขี่จักรยานยนต์ผ่านมาถึงหน้าศาลากลางจังหวัด

เหตุการณ์ที่ไม่เคยนึกเคยฝันก็เกิดขึ้น รถที่เพื่อนขี่มานั้นวิ่งตรงเข้าชนท้ายรถเมล์ที่จอดเฉยอยู่ข้างถนน เหมือนมีอาถรรพณ์เป็นเหตุให้รถแหลก ตัวเองก็บาดเจ็บสาหัสมีผู้เห็นเหตุการณ์ในครั้งนั้นเล่าว่า เมื่อเข้าช่วยพยุงร่างที่ไม่ได้สติออกมา เพื่อจะรีบนำตัวคนเจ็บไปส่งโรงพยาบาล แต่พอรู้สึกตัวฟื้นขึ้นมาก็ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด สุดท้ายก่อนที่เพื่อนของอาตมาจะสิ้นลมหายใจ ก็ร้องไห้ออกมาเหมือนทารกแล้วรำพันเป็นครั้งสุดท้ายว่า

“แม่จ๋า ลูกรู้ตัวว่าลูกผิดไปแล้ว แม่จ๋า อภัยให้ลูกด้วยแม่อยู่ไหน” พอสิ้นเสียงก็สิ้นใจ

เมื่อรู้ถึงผู้เป็นแม่ว่า ลูกชายเกิดอุบัติเหตุ ก็ตกใจลืมเรื่องที่ลูกเคยไล่ให้แม่ออกจากบ้าน เหลือแต่ความรักความอาลัยที่มีต่อลูก เมื่อรู้ข่าวว่าลูกตาย ก็เหมือนใครมาควักเอาดวงใจออกจากร่าง ร้องออกมาว่า “โธ่ ลูกรัก เจ้าหนีแม่ไปแล้ว” ก็ร่ำไห้รำพันถึงความรักที่มีต่อลูกชายคนเดียวจนสิ้นสติสมประดี หมดอาลัยในชีวิตที่จะอยู่ในโลกมนุษย์ต่อไป

นี่ก็ชี้ให้เห็นว่า ความรักในโลกนี้ไม่มีใครรักลูกเกินกว่าแม่บังเกิดเกล้า แม้ลูกจะชั่วร้ายอกตัญญู ไม่รู้คุณทั้งยังทำให้แม่น้ำตาตกแม่ก็ยังรัก และยังให้อภัยลูกเสมอ แม่ฆ่าลูกไม่ได้ ขายลูกไม่ขาด

อาตมาอยากจะพูดว่า ลูกคนใดมีความเคารพกตัญญูต่อพ่อแม่บังเกิดเกล้า กรรมดีจะเป็นสิริมงคลมีความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตของผู้นั้น ตรงข้ามผู้ใดอกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ กรรมชั่วนั้นจะตามสนอง เพราะไม่มีใครหนี “กฎแห่งกรรม” ไปได้ อยู่ที่เวลาจะช้าหรือเร็วเท่านั้น

งานฌาปนกิจศพเพื่อนอาตมาคนนี้ได้จัดขึ้น ณ เมรุวัดบ้างแลง ตำบลบ้านแลง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง อาตมาก็ไปในงานเพราะรู้สึกเศร้าใจในชะตากรรมของเพื่อนอาตมา ที่เคยเกลียดเคยชังในการที่เพื่อนได้เคยปฏิบัติต่อแม่บังเกิดเกล้ามาแล้ว อาตมาก็ได้อโหสิกรรมให้หมดสิ้นไปแล้ว เพราะเพื่อนก็ได้รับเคราะห์กรรมตามสนองแล้ว งานประชุมเพลิงวันนั้น ผู้ไปในงานรู้ชีวิตเบื้องหลังของเพื่อน ต่างก็วิพากษ์วิจารณ์ที่เพื่อนหนีกฎแห่งกรรมไม่พ้น บัดนี้ได้ตามสนองเพื่อนแล้ว คงจะเป็นตัวอย่างแก่คนรุ่นหลังต่อไป

โดย ท.เลียงพิบูลย์

จากหนังสือกฎแห่งกรรม

ที่มา http://aftertrain.blogspot.com/2016/10/blog-post_11.html

มาดูเทคนิคการขจัด “อีโก้” ของตัวเองให้หมดไป

เชื่อว่าภายในจิตใจของผู้ชายอย่างเรา ๆ ทุกคนต่างก็มี “อีโก้” (Ego) อยู่ในตัวเองกันแทบทั้งสิ้น แต่จะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับระบบความคิดของแต่ละคน ซึ่งหลายครั้งที่ความเป็นคนมีอีโก้สูงนี่แหละ ที่ทำให้ผู้คนที่อยู่รอบตัวรู้สึกเอือมระอากับสิ่งที่คุณคิดและปฏิบัติได้ ฉะนั้น บางทีคุณก็ต้องลดความเป็นตัวของตัวเองออกไปบ้าง เพื่อให้ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข เอาเป็นว่าวันนี้เรามีเทคนิคการขจัดอีโก้แบบง่าย ๆ มาแนะนำให้ทราบกัน

1.อย่าคิดว่าทุก ๆ อย่างจะต้องสมบูรณ์แบบไปทั้งหมด

เป็นเรื่องธรรมดาที่คนเรามักคาดหวังอยากให้งานที่ตนเองรับผิดชอบนั้นออกมาดีที่สุด แต่ความเป็นจริงก็ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า ชีวิตคนเราไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง โอเค…คุณคิดว่าตัวเองเป็นคนทำงานได้อย่างเพอร์เฟคท์มาก จึงมีความคิดว่าเพื่อนร่วมงานหรือลูกน้องจะต้องทำได้ในระดับเดียวกัน ซึ่งทุกครั้งมันอาจไม่เป็นแบบนั้นเสมอไป ความผิดพลาด ความคิดที่แตกต่างของคนอื่น เป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ทางที่ดีคุณควรจะทำความเข้าใจและยอมรับกับความไม่สมบูรณ์แบบในบางอย่างบ้างจะดีกว่านะ

2.หยุดความคิดที่ต้องการจ้องจะเอาชนะคนอื่น

ความรู้สึกที่ติดตัวมากับผู้ชายแทบทุกคนนั้น คือ ความรู้สึกอยากเป็นผู้ชนะอยู่เสมอ ไม่ว่าจะในเรื่องใดก็ตาม มองในมุมหนึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ดีที่จะคอยกระตุ้นให้คุณมีไฟอยู่ตลอดเวลา แต่หากมีความคิดที่ชอบเอาชนะคนอื่นมากจนเกินไป ก็สามารถทำให้ผู้อื่นรู้สึกอึดอัดที่ต้องทำงานร่วมกับคุณ เพราะแทนที่จะช่วยกันสร้างสรรค์ผลงานกันออกมา แต่กลับกลายเป็นว่าคุณต้องการทำงานที่โดดเด่นเหนือใครเพียงคนเดียว เพื่อแสดงให้คนเห็นว่าคุณเก่ง ซึ่งไม่ใช่ความคิดที่ดีสักเท่าไหร่ ลองเปิดใจแลกเปลี่ยนความคิดกับคนอื่นดูสิ แล้วคุณอาจพบว่าผลลัพธ์ที่ได้ออกมานั้นน่าพอใจกว่ามากเลยทีเดียว รวมทั้งยังได้ใจจากคนรอบข้างอีกต่างหาก

3.รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่นบ้าง

การแสดงความเห็นอกเห็นใจแก่คนที่อยู่รอบ ๆ ตัวคุณ สามารถช่วยลดอัตตาของตัวเองลงได้มากที่สุดวิธีหนึ่งเลยทีเดียว เพราะเวลาที่คุณให้ความช่วยเหลือหรือแสดงความมีน้ำใจต่อผู้อื่น จะทำให้คุณคิดถึงตัวเองน้อยลง แม้อาจไม่ใช่เรื่องอะไรที่สลักสำคัญนัก ทว่าก็ทำให้ผู้ที่ได้รับความเห็นใจจากคุณรู้สึกปลาบปลื้มในตัวคุณได้เช่นกัน

4.พยายามเข้าอกเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ให้มากขึ้น

ในบางครั้งชีวิตคนเราก็ต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน หรือไม่เป็นไปตามแผนที่คุณวางเป้าหมายไว้ แทนที่คุณจะโมโหเกรี้ยวกราด ตีโพยตีพายให้เสียเวลา ลองพยายามใจเย็น ๆ และทำความเข้าใจกับปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยเหตุผลแทนจะดีกว่านะ ยังไงเสียทุก ๆ อย่างก็จะผ่านพ้นไปได้ในที่สุด

5.ลดความอ่อนไหวของตัวเองลง

อันที่จริงแล้วความอ่อนไหวก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีอยู่เหมือนกัน เพราะเป็นสิ่งที่ช่วยลดความแข็งกระด้างในตัวคุณให้ลดลง แต่ในกรณีที่มีมากจนเกินไปก็อาจส่งผลให้คุณกลายเป็นคนที่เอาแต่คิดถึงตัวเองมากขึ้น เนื่องจากคุณจะหวั่นไหวไปกับสิ่งที่คนพูดหรือคิดเกี่ยวกับคุณ จนทำให้ตัวเองเริ่มคิดไม่ดีกับคนอื่นทั้งที่บางทีผู้พูดไม่ได้มีเจตนาร้ายอย่างที่คิดก็ได้

ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นไม่ได้หมายความว่าการเป็นคนที่มีอีโก้เป็นสิ่งผิดอะไร เพียงแต่คุณต้องรู้จักควบคุมไม่ให้แสดงออกมามากจนเกินไป เพราะนั้นอาจทำให้คนรอบข้างได้รับผลกระทบจากความคิดและพฤติกรรมของคุณด้วย ซึ่งคุณเองก็คงไม่อยากอยู่ใกล้ ๆ กับคนแบบนี้มากเท่าไหร่หรอก จริงไหมครับ?

ขอบคุณข้อมูล men.kapook.com

6 ขั้นตอนที่ช่วยให้คุณ “รู้จักและเข้าใจตัวเองแบบแท้จริง”

หากคุณเกิดคำถามว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้รู้จักตนเอง รวมไปถึงสิ่งที่ควรจะทำในชีวิตให้มากขึ้น คำตอบของคำถามข้างต้นได้ถูกเปิดเผยไว้ใน 6 ขั้นตอนของการรู้จักตนเองอย่างแท้จริงต่อไปนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

1. เข้าใจสิ่งที่ตนเป็นอยู่ ไม่ใช่สิ่งที่อยากเป็น
เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่าทุกคนมีความฝันถึงสิ่งที่อยากเป็น แต่คุณต้องเข้าใจว่าสิ่งเหล่านั้นมันอาจไม่ใช่ที่สิ่งที่เหมาะกับคุณก็ได้ ดังนั้นการรู้ว่าตัวคุณจริงๆนั้น แท้จริงแล้วคือใครกันแน่ เพราะเมื่อคุณรู้จักตัวเองที่เป็นตัวตนของคุณจริงๆ ท้ายที่สุดแล้ว คุณจะเห็นว่าตัวคุณอยู่จุดไหน แล้วสิ่งที่เหมาะกับตัวคุณจริงๆนั้นอยู่ตรงไหน

2. เงียบเมื่อถึงเวลา
เหตุที่ผู้คนจำนวนมากไม่รู้จักตนเองเพราะความคิดพวกเขาไม่เคยเงียบ ความเงียบทำให้พวกเขารู้สึกไม่ปลอดภัย กล่าวคือ การต้องอยู่ในที่เงียบๆทำพวกเขาให้รู้สึกอึดอัดที่ต้องอยู่กับข้อบกพร่องของตัวเองเพียงลำพัง แต่เหรียญย่อมมีสองด้าน เพราะในขณะเดียวกันการได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ทำให้คุณมองเห็นอะไรได้ชัดขึ้น คุณจะได้เห็นตัวคุณในอีกแง่มุมที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งส่วนที่ดีและแย่ ซึ่งคุณจะไม่มีทางได้รู้จักได้เลยหากคุณไม่รู้จักเงียบ ซึ่งมันเป็นความคิดที่ดี หากคุณจะลองใช้ความเงียบเป็นตัวช่วยให้ร่างกายและจิตใจของคุณได้มีเวลาสำรวจถึงตัวตนที่แท้จริงของคุณ

3. หาสิ่งที่คุณถนัดและไม่ถนัดให้พบ
แม้ขั้นตอนนี้จะดูเหมือนเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด แต่มันถือเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญของการรู้จักตนเองให้มากขึ้น แน่นอนว่าก่อนที่คุณจะรู้ว่าตัวเองเก่งด้านไหน คุณย่อมต้องเจอกับอุปสรรคและผ่านความผิดพลาดมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งคุณไม่ควรยอมแพ้จนกว่าจะได้พยายามอย่างเต็มที่ และหากพยายามอย่างเต็มที่แล้วแต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จเสียที การล้มเลิกก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย

4. หาให้เจอว่าอะไรที่คุณทำแล้วมีความสุข
บางครั้งการทำตามความชอบก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพียงแต่คุณต้องใส่ใจให้มากขึ้น เมื่อคุณหาเจอว่าอะไรที่ทำให้คุณหลงใหล เพราะมันช่วยให้คุณเห็นภาพในชีวิตชัดขึ้นว่าสิ่งไหนหรือเรื่องอะไรที่คุณควรให้ความสำคัญ หากพูดถึงการได้ทำตามความชอบในการทำงาน แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่ดีมาก และการนำความชอบมาเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตด้วยก็ถือเป็นความคิดที่ยอดเยี่ยมมากอีกเช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่คุณควรทำคือให้ความสำคัญกับความชอบของตนเองให้มากขึ้นกว่าเดิม เพราะมันเป็นอีกหนทางที่จะช่วยให้คุณรู้จักตนเองมากขึ้น และจำไว้ว่าการได้ทำในสิ่งที่เราชอบ จะช่วยทำให้เราพยายามมากขึ้น และความพยายามนี้เองที่ก่อให้เกิดความสำเร็จในชีวิต

5. เห็นคุณค่าของความสัมพันธ์
ความสัมพันธ์เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยบ่งบอกตัวตนที่แท้จริงของคุณได้ คุณจะเห็นคุณค่าของการรู้จักตนเองก็ต่อเมื่อคุณตระหนักได้ว่าแม้แต่ตัวของคุณเองก็ยังไม่แน่ใจว่าตนเองเป็นใครหรือต้องการอะไรกันแน่ แล้วเช่นนี้คุณจะรู้จักคนอื่นได้อย่างไร ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเรื่องที่เห็นได้เด่นชัดมากสำหรับผู้นำในแวดวงธุรกิจ กล่าวคือ ความเป็นผู้นำของพวกเขาจะหายไปทันทีหากพวกเขาไม่รู้จักลูกทีมของตนเอง อันที่จริงข้อเท็จจริงดังกล่าวนอกจากจะใช้ได้กับแวดวงธุรกิจแล้วยังสามารถนำมาปรับใช้กับความสัมพันธ์ในชีวิตคุณได้ด้วย เพราะยิ่งคุณต้องการรู้จักตัวตนของคนอื่นมากเท่าไหร่ ในทางกลับกันคนอื่นก็ต้องการที่จะรู้จักตัวตนของคุณจริงๆ มากขึ้นเท่านั้น

6. ไถ่ถามหาคำติชม
หากคุณไม่รู้จักตัวเอง การได้เห็นว่าคนอื่นคิดยังไงกับคุณก็ถือเป็นอีกตัวช่วยหนึ่ง คุณอาจเริ่มด้วยการถามคำถามง่ายๆกับพวกเขา เช่น “คุณคิดว่าฉันมีข้อดีอะไรบ้างที่ควรพัฒนา” หรือ “คุณคิดว่าฉันมีข้อเสียอะไรบ้างที่ต้องได้รับการปรับปรุง” แน่นอนว่าความคิดของพวกเขาอาจไม่ดีพร้อมไปเสียทีเดียว แต่อย่างน้อยคำติชมของพวกเขาก็ช่วยให้คุณเห็นช่องโหว่ของตัวเองได้ง่ายขึ้น ขั้นตอนนี้เรียกได้ว่าเป็นขั้นตอนที่จำเป็นมากสำหรับคนที่ค้นหาตนเองไม่พบ เพราะบางครั้งคนที่ใกล้ชิดเราที่สุดก็อาจเป็นคนเดียวกับคนที่เห็นในสิ่งที่แม้แต่ตัวเราเองก็ไม่อาจมองเห็นได้

จงใช้สิ่งที่คุณค้นพบเป็นอาวุธเพื่อสู้กับความกลัว เพราะเมื่อใดก็ตามที่คุณเข้าใจตนเอง เข้าใจในสิ่งที่คุณอยากจะเป็น เมื่อนั้นเป้าหมายของคุณจะใหญ่จนไม่เหลือพื้นที่ให้ความกลัวอีก นอกจากนี้คุณจะไม่หลงทางอย่างแน่นอน เพราะการเข้าใจตนเองช่วยให้คุณเป็นตัวคุณในแบบที่ดีขึ้นกว่าเมื่อวันก่อน และท้ายที่สุดการรู้จักตนเองหมายถึงการได้พบความสงบ พบทางลัดไปสู่ความสำเร็จที่คุณไม่เคยได้เห็นมากก่อน

จงเริ่มเสียตั้งแต่วันนี้…ก่อนที่มันจะสายเกินไป!!!

ขอบคุณข้อมูล www.sumrej.com

“ทุกวันนี้…คนดีอยู่ยาก” สละเวลา 1 นาทีอ่านสิ่งดีๆเตือนสติสักนิด

วันนี้มีบทความดีๆโคตรเตือนสติมาให้อ่านไปดูกันเลยครับ

นักบวชนั่งสมาธิอยู่ริมฝั่ง ในท่ามกลางความเงียบ ได้ยินเสียงสั่นไหวเบาๆในน้ำ ลืมตาดูก็พบว่าเป็นแมงป่องตัวหนึ่งกำลังตะเกียกตะกายอยู่บนบริเวณผิวน้ำใกล้ฝั่ง

เขาเอื้อมมือออกไปจับเอาแมงป่องขึ้นมาจากน้ำ โดนแมงป่องต่อยที่มือ เขาวางมันลงบนพื้น นั่งสมาธิต่อ

ผ่านไปครู่ใหญ่ๆก็ได้ยินเสียงแบบเดียวกันอีก ลืมตาดูก็พบว่าแมงป่องตัวเดิมหล่นไปอยู่ในน้ำเขายื่นมือออกไปช่วยเหมือนเดิม และก็ยังโดยต่อยเหมือนเดิมไม่กี่อึดใจผ่านไป เหตุการณ์แบบเดิมก็เกิดขึ้นอีกไม่ผิดเพี้ยนตั้งแต่ต้นจนจบ

ชาวบ้านที่นั่งตกปลาอยู่แถวนั้นทนไม่ไหว “ท่านจะโง่ไปหน่อยไหม ไม่รู้หรือว่าแมงป่องชอบต่อยคน”

นักบวชตอบว่า “ทราบครับ โดนต่อยไปแล้วสามครั้ง”

ชาวบ้านถามต่อ “แล้วยังจะช่วยมันอีกทำไม”

นักบวชตอบว่า “การทำร้ายคนอื่นอาจเป็นนิสัยของแมงป่อง แต่ความเป็นคนมีเมตตาจิตเป็นนิสัยของข้า นิสัยข้าจะไม่เปลี่ยนแปลงไปเพียงเพราะนิสัยดุร้ายของแมงป่อง”และในเวลาเดียวกันนั้นเอง เสียงแบบเดิมก็เกิดขึ้นอีกกับแมงป่องตัวเดิมเป็นครั้งที่สี่

นักบวชมองดูมือที่บวมเป่งของตน แต่ก็ยังจะยื่นมือไปช่วยแมงป่องเหมือนเดิมโดยไม่ลังเลชาวบ้านรีบยื่นกิ่งไม้แห้งมาใส่มือเขา นักบวชจึงใช้กิ่งไม้นั้นช่วยแมงป่องขึ้นมาได้อีกครั้ง

ชาวบ้านหัวเราะ “ความเมตตาเป็นเรื่องดีงาม แต่ถ้าจะเมตตาต่อแมงป่อง ก็ต้องรู้จักเมตตาต่อตัวเองเหมือนกัน และการจะหยิบยื่นความเมตตาให้คนอื่น ก็ต้องรู้จักมีวิธีการที่เหมาะสม”

“ควรจะต้องรู้จักปกป้องตนเองก่อน ก่อนที่จะยื่นมือช่วยเหลือผู้อื่น”

อ่านจบแล้วซาบซึ้งกับประโยคสามสี่ประโยคในเรื่อง

“นิสัยความมีเมตตาจิตของเราจะไม่เปลี่ยนไป เพียงเพราะนิสัยดุร้ายของคนอื่น”

“การจะหยิบยื่นความเมตตาให้คนอื่น ก็ต้องรู้จักมีวิธีการที่เหมาะสม”

“ความเมตตาเป็นเรื่องดีงาม แต่ถ้าจะเมตตาต่อแมงป่อง ก็ต้องรู้จักเมตตาต่อตัวเองเหมือนกัน”

“ควรจะรู้จักปกป้องตัวเอง ก่อนที่จะยื่นมือช่วยคนอื่น” ทำให้รู้สึกเหมือนถูกตอกย้ำว่า
“ทุกวันนี้ คนดีอยู่ยาก”

ในสังคมที่ดี คนดีจะวางตัวง่าย เขาจะถูกยกย่อง ถูกปกป้อง เพราะผู้คนส่วนใหญ่เป็นคนดีด้วยกัน

แต่ในสังคมที่ย่ำแย่ คนดีจะวางตัวลำบาก เขาพร้อมจะถูกเอาเปรียบ ถูกทำร้าย เพราะผู้คนส่วนใหญ่เป็นคนเห็นแก่ตัว คนดีในสายตาคนเหล่านี้จึงเป็นเหมือนคนโง่ พร้อมจะโดนขย้ำ

ก็ลองถามตัวเราเอง ทุกวันนี้เราอยู่ในสังคมแบบไหน

ขอบคุณข้อมูล เพจ ห้องสมุดฟลิ้นท์ และ คิดเป็น.com ,รักยิ้ม

ดีท็อกซ์ชีวิต ด้วยแนวคิด “Slow Life” อยากให้ทุกท่านได้อ่าน

เพื่อเป็นการหยุดชีวิตที่เร่งรีบ ขอเสนอเทคนิคการใช้ชีวิตแช่มช้า ซึ่งสามารถนำมาปฏิบัติได้จริงในทุกที่ ทุกเวลา และทุกวัน ดังนี้

1.ปฏิบัติการเพื่อความเงียบ
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในมหานครที่มีแต่ความวุ่นวาย ขอให้คุณลองหามุมเงียบๆ ให้ใจได้พักบ้าง สักสัปดาห์ละครั้งก็ยังดี

2.ตื่นให้เร็วขึ้น แต่หายใจให้ช้าลง
เคยสังเกตไหมว่า เมื่อไรที่คุณตื่น คุณก็จะรีบอาบน้ำ รีบกินข้าว โดยที่ใจไม่เคยได้สัมผัสกับความเย็นฉ่ำของน้ำหรือความอร่อยของอาหารมื้อแรกเลยสักนิด

3.ทำงานช้าลง แต่ได้ผลเต็มร้อย
บางครั้งการทำงานด้วยความรีบเร่งอาจไม่ได้เกิดประโยชน์เสมอไป ตรงกันข้าม การทำงานด้วยความรอบคอบและมีสติ ต่างหากที่จะทำให้ได้งานที่มีประสิทธิภาพ

4.รักษ์โลกและร่างกายด้วย Slow Food
slow food ไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธอาหาร fast food เท่านั้นแต่ slow food ยังหมายรวมถึงการให้ความสำคัญกับศิลปะในการปรุงอาหาร ตั้งแต่การเตรียมส่วนผสม การคัดสรรวัตถุดิบ รวมทั้งการปรุงอาหารแต่ละจานด้วยความใส่ใจ ไปจนถึงการค่อยๆ เคี้ยวอาหารแต่ละคำ เพื่อให้ได้รับรสของอาหารอย่างแท้จริง

5.ชีวิตแช่มช้าด้วย Slow Shopping
เชื่อไหมว่าการ ช็อปปิ้ง ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีในการใช้ชีวิตอย่างแช่มช้าได้เช่นกัน ด้วยการสนับสนุนสินค้าในท้องถิ่นหรือสินค้าแฮนด์เมด รวมทั้งการซื้อผัก ผลไม้ตามฤดูกาลเพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพและได้รับประทานอาหารสดใหม่ อีกทั้งยังช่วยลดปรากฏการณ์เรือนกระจกเพราะมลพิษจากการขนส่งสินค้าทางไกลอีกด้วย

6.ออกกำลังกายสร้างสมาธิ
อีกวิธีที่จะสลัดความเคร่งเครียดที่มาพร้อมกับความเร่งรีบก็คือการออกกำลังกายแบบแช่มช้า เช่น โยคะ ไทเก๊ก ชี่กง และการออกกำลังกายตามแบบเต๋า ซึ่งนอกจากจะทำให้กล้ามเนื้อที่ตึงจากความเครียดผ่อนคลายลงแล้ว ยังช่วยให้เรามีสติจดจ่ออยู่กับลมหายใจและการเคลื่อนไหวของร่างกายมากขึ้น ส่งผลให้สติและสมาธิกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวอีกครั้ง ซึ่งท้ายที่สุดสติและสมาธิที่เกิดขึ้นนี้เอง จะเป็นตัวการสำคัญในการดึงจังหวะชีวิตของเราให้ช้าลงโดยอัตโนมัติ

Silhouette of woman running up hill

7.ชีวิตไร้มลพิษกับ Slow Travel
ใครที่ชอบเดินทางด้วยความด่วนจี๋ ลองเปลี่ยนวิธีเดินทางเป็นแบบ slow travel ดูบ้าง ด้วยการหันมาเดินทางด้วยรถไฟ เรือ จักรยาน หรือแม้แต่การเดิน เพื่อช่วยประหยัดพลังงานและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่โลก และใช้เวลาต่อหนึ่งทริปให้นานขึ้น โดยให้ความสำคัญกับกิจกรรมระหว่างทาง เช่น แวะไปเที่ยวตลาดสดกลางหมู่บ้าน ทักทายผู้คนสองข้างทาง และเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นด้วยการเลือกไปพักแบบโฮมสเตย์ เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการเดินทางในครั้งนี้ให้เต็มที่

เพียงเท่านี้คุณก็สามารถเริ่มต้นวันใหม่ได้อย่างสุขใจและไม่เร่งรีบได้แล้ว

เมื่อภรรยาบอกสามี “ฉันจะเปลี่ยนเป็นกิ๊กคุณแทน” 1 เดือนผ่านไปสามีถึงกับต้องขอร้องให้เธอกลับมาเป็นภรรยาคนเก่า!!

วันนี้เรามีบทความดีๆที่เกี่ยวความรักมาฝาก เพื่อเป็นการเตือนสติกับคู่รักทุกท่านให้ได้อ่าน

ไม่ว่าตอนเป็นแฟนกันจะรักกันหวานชื่นมากแค่ไหน แต่พอแต่งงานไปแล้วความรักก็จะหวานราบเรียบ ชีวิตแบบนี้ตอนเริ่มแรกก็ดูจะอบอุ่นอ่อนโยนดี แต่พอนานเข้าก็จะเริ่มรู้สึกเบื่อ นี่เป็นบททดสอบที่สามีภรรยาแทบทุกคู่จะต้องผ่านมันไปให้ได้ แต่คนที่ไม่เข้าใจก็อาจจะแก้ปัญหาด้วยวิธีการผิดๆ เช่นการมีกิ๊ก มีชู้ มีมือที่สาม

ผู้ชายคนนี้เบื่อความราบเรียบของชีวิตแต่งงาน เขาฝันถึงผู้หญิงสาวๆ สวยๆ เซ็กซี่อยู่ทุกวัน แล้ววันนึงเขาก็โพสบนเฟซบุ๊กว่า “ถ้ามีกิ๊กจะดีขนาดไหนเนี่ย”

เมื่อภรรยาเห็นเขาโพสแบบนั้นก็ไม่พูดอะไร เช้าวันต่อมาอยู่ดีๆเธอก็บอกเขาว่า : “ฉันจะทำตัวเป็นกิ๊กคุณ” เขานึกว่าภรรยาโกรธที่เข้าโพสแบบนั้น ก็เลยจะหาเรื่องเขา แต่เธอก็ไม่ได้โวยวายอะไร พูดอย่างสงบว่า : “เป็นเมียนานๆแล้วก็เบื่อเหมือนกัน ลองเป็นกิ๊กดูก็ไม่เลว ฉันเป็นภรรยาได้ไม่ดีพอ แต่อาจจะเป็นกิ๊กที่ได้คะแนนเต็ม 100 ก็ได้ ใครจะไปรู้”

ภรรยาบอกเขาว่า ควรจะทำให้ชีวิตตื่นเต้นบ้าง เขาก็เห็นด้วย เขาอยากให้เธอเป็นกิ๊กแบบ part-time เป็นภรรยาด้วยเป็นกิ๊กด้วย แต่เธอไม่ตกลง เธอจะเป็นกิ๊กแบบเต็มตัว

แล้วบ่ายวันนั้นเธอก็โทรมาหาเขา ใช้น้ำเสียงหวานหยดย้อยจนเขาแทบใจละลายบอกเขาว่า : “แถวห้างมีร้านอาหารฝรั่งมาเปิดใหม่ ได้ยินว่าอร่อยม๊ากมาก ทั้งโรแมนติกทั้งมีสไตล์ เหมาะสำหรับคู่รักที่สุด” ในใจเขาตื่นเต้นมาก หลังจากกินอาหารที่เมียทำมาทุกวันเขาเบื่อมาก ตอนนี้เมียเขากลายเป็นกิ๊กเขา เธอเปลี่ยนเป็นสาวโรแมนติก ดีจริงๆ

เขารีบเข้าไปในร้าน แล้วก็เห็นว่าเมียไม่ได้อยู่ในสภาพแบบเดิม เธอดัดผมใหม่ แต่งหน้าสวยเช้ง เสื้อผ้าก็มีสไตล์แอบเซ็กซี่ เห็นแล้วดึงดูดความสนใจได้มากกว่าก่อนแต่งงานอีก เขาเห็นว่ามีผู้ชายไม่น้อยแอบมองเธออยู่

เห็นสามีทำหน้าตะลึง มองเธอไม่วางตา เธอก็เข้าไปกระซิบข้างหูเขา : “คุณว่าชั้นมีคุณสมบัติพอจะเป็นกิ๊กคุณได้มั้ยคะ?” สามีรู้สึกเหมือนหัวใจจะหลุดออกมาข้างนอก ขณะกำลังจะเริ่มต้นเฟลิร์ตกับ “กิ๊ก” บริกรก็เข้ามาพอดีพร้อมกับยื่นบิลให้ เขารับมาแบบไม่ทันรู้ตัว พอเห็นราคาก็ต้องสะอึก 4,500 ปกติภรรยาเป็นคนจัดการเรื่องเงิน เวลาออกมากินข้าวนอกบ้านเธอก็เป็นคนจ่าย เขาเคยชินก็เลยบอกบริกรให้ไปคิดเงินที่เธอ แต่ภรรยาในคราบกิ๊กของเขากลับไม่หยิบเอากระเป๋าเงินออกมา แถมถามว่า : “มีผู้ชายคนไหนให้กิ๊กเป็นคนจ่ายเงินหรอคะ?”

เช้าวันต่อมา ภรรยาก็บอกเขาว่าต่อไปนี้เขาต้องไปนอนห้องสำหรับรับแขก เธอว่า : “ไม่มีกิ๊กมืออาชีพที่ไหนเขานอนด้วยกันทุกวันหรอก” เธอพูดมีเหตุผล เพราะงั้นนับตั้งแต่นั้นภรรยาก็นอนในห้องนอน ส่วนเขานอนห้องสำหรับให้แขกนอน สองคนไม่สามารถทำอย่างเมื่อก่อนได้ ไม่สามารถพูดคุยกันบนเตียงก่อนนอนได้อีก

เขาหิวมาก ก็ลงไปนั่งอ่านหนังสือพิมพ์รอที่โต๊ะอาหารอย่างที่เคยทำเป็นประจำ รอให้ภรรยาเอาอาหารเช้ามาเสิร์ฟ แต่ภรรยาไม่ได้เข้าครัวทำอาหารเช้า เธอกำลังพิถีพิถันกับการแต่งหน้า เขาโกรธ อดไม่ได้ที่จะถาม : “ทำไมยังไม่ทำอาหารเช้า?” เธอตอบเสียงเนิบ : “นั่นเป็นงานของภรรยานี่คะ” แล้วเธอก็พูดต่อยิ้มๆว่า : “ค่าเครื่องสำอางค์ เสื้อผ้าฝ่ายชายควรออกให้กิ๊ก ที่รักคะ 1 หมื่นค่ะ!”

หลายวันต่อมา เขาไม่มีข้าวเช้ากิน อาหารเย็นก็ทานนอกบ้าง ภรรยาไม่ทำงานบ้าน บ้านที่เคยสะอาดก็รกรุงรัง วันที่ 4 หลังจากตื่นขึ้นมา เขาก็พบว่าตัวเองไม่มีถุงเท้าสะอาดใส่แล้ว ไม่มีเสื้อเชิ๊ตให้เปลี่ยน ภรรยาไม่สนใจ ชี้ไปที่กองถุงเท้าเน่าๆของเขาแล้วว่า : “มีกิ๊กคนไหนจะซักถุงเท้าให้คุณคะ ซักเองสิ!”

ภรรยาจะไปช้อปปิ้ง แบมือใส่เขา เขาก็ทำได้แค่ล้วงกระเป๋าหยิบบัตรเครดิตออกมายื่นให้ แม้ว่าจะไม่ได้ออกไปด้วย แต่ใจเขาก็เต้นกระสับกระส่ายตลอดเวลา เพราะข้อความในมือถือส่งเข้ามาเรื่อยๆ : “ขอบคุณที่ใช้จ่ายผ่านบัตรxxx จำนวน 10,000 บาท”, “ขอบคุณที่ใช้จ่ายผ่านบัตรxxx จำนวน 25,000 บาท” กิ๊กคนนี้ประหยัดเป็นมั้ย จะรูดจน เต็มวงเงินเลยรึยังไง เค้าจะล้มละลายแล้วเนี่ย

ไม่นาน ภรรยาก็หอบหิ้วถุงพะรุงพะรังเข้ามา สามีทำสีหน้าไม่พอใจมองหน้าเธอ เธอไม่ใส่ใจแถมพูดหน้าตามีความสุข : “คุณไม่ได้ชอบมีกิ๊กหรอคะ? กิ๊กที่อารมณ์ดี แต่งตัวแต่งหน้าสวย ทำตัวน่าสนใจ คุณคิดว่าเธอทำได้ยังไง ไม่ใช่เพราะเธอว่าง และมีเงินหรอ? เมื่อกิ๊กไม่ต้องสนใจว่าอีกฝ่ายจะกินอะไรรึยัง ทำงานเหนื่อยมั้ย จะอารมณ์เป็นแบบไหน เธอก็จะอ่อนโยนกับคุณได้ตลอดเวลาเป็นกิ๊กไม่ต้องอยู่กับคุณไปชั่วชีวิต เธอก็จะไม่เสียดายที่จะต้องใช้เงินของคุณถูกมะ? ฉันเป็นภรรยาคุณมา 10 ปี คุณให้ของขวัญฉันรวมๆ กันไม่ถึง 5,000 แต่ฉันเป็นกิ๊กคุณมาได้ไม่กี่วันฉันใช้เงินของคุณไป 5 หมื่นกว่า ดูเหมือนว่าเป็นกิ๊กจะดีกว่าตั้งเยอะ ตอนนี้ฉันเป็นกิ๊กชั้นรู้สึกสบ๊าย สบาย”

เดือนนี้ภรรยามีความสุขมากที่ได้ทำตัวเป็นกิ๊ก ไม่ต้องทำงานบ้าน เที่ยวสนุกไปวันๆ แต่งตัวแต่งหน้าสวยๆ แต่ชีวิตของสามีกลับลำบาก เสื้อผ้าของเขาไม่มีคนซักให้ ไม่มีใครทำอาหารให้กิน บ้านก็รกไม่มีระเบียบ บัตรเครดิตก็โดนรูดจนเต็มวงเงิน เห็นใบแจ้งหนี้จากธนาคารเขาก็แทบเป็นลม

เขาไม่อยากเป็นอย่างนี้ต่อไปอีกแล้ว เขาไปขอโทษภรรยา บอกว่าตัวเองไม่รู้คุณค่าของสิ่งที่มี ต่อไปนี้เขาจะดูแลเธออย่างดี จะไม่อยากมีกิ๊กอีกแล้ว ภรรยานิ่งไปอยู่สักพัก แล้วเธอก็พยักหน้า ไม่เป็นกิ๊กก็ได้

เช้าวันต่อมา เขากินอาหารเช้าที่เธอทำ น้ำตาแห่งความสุขไหลออกมาไม่รู้ตัว ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้ว มีกิ๊กก็แค่มาเติมเต็มส่วนที่ขาด เพราะว่าผู้ชายไม่สามารถได้รับสิ่งนั้นจากภรรยา เขาก็เลยไปมีกิ๊ก แต่เมื่อความเร้าใจผ่านไป พวกเขาก็ต้องกลับบ้าน ผู้ชายฉลาดจะให้ความสำคัญกับครอบครัวไว้เป็นอันดับ 1 เสมอ การมีชีวิตคู่ร่วมกับกิ๊ก มันไม่ได้มีความสุขอย่างที่คิด

ผู้ชายทั้งหลายที่คิดจะมีกิ๊ก หรือมีกิ๊กอยู่ ภรรยาของคุณเปลี่ยนแปลงอะไรเพื่อนคุณบ้าง เมื่อก่อนเธอก็หุ่นเซี๊ยะ แต่งหน้าทาเล็บสวย แต่ตอนนี้เธอไม่มีเวลาดูแลตัวเอง ยุ่งอยู่กับการซักเสื้อผ้า ทำอาหาร ดูแลลูก ดูแลพ่อแม่ให้คุณ ตอนที่แต่งงาน คุณก็สาบานว่าจะทำให้เธอมีความสุขไปชั่วชีวิต แล้วคุณทำได้มั้ย?

อย่าเอากิ๊กมาทำให้คนรักของคุณเสียใจ เมียคุณไม่ได้ผูกพันทางสายเลือดใดๆกับคุณเลย แต่เธอยอมทุ่มเททุกอย่างเพื่อคุณ นั่นก็เพราะรัก ถ้าคุณทำร้ายจิตใจเธอ ก็ไม่แปลกที่เธอจะเลือกจากคุณไป ดูแลเธอให้ดี เธอมีคุณค่ามากพอที่จะได้รับการปฏิบัติแบบนั้น

ขอบคุณข้อมูลโดย LIEKR และ รักยิ้ม

100 สิ่งที่ถูกพิสูจน์มาแล้วว่า เอาไปใช้เถอะมันดีต่อการใช้ชีวิตจริงๆ

100 ข้อกับสิ่งที่ได้สัมผัสจากประสบการณ์จริง ให้เป็นประโยชน์กับเพื่อนๆในการก้าวต่อไปในปี 2018 เอาล่ะมีอะไรบ้างมาอ่านกัน

1. อย่าทำงานเพื่อเงิน แต่จงทำงานเพื่อได้ให้จริงๆ เมื่อคุณค่าเกิดขึ้น เงินก็คือโบนัส
2. เราควรมีความรักเพื่ออนาคตที่ดีร่วมกัน ไม่ใช่ช่วยกันแก้เหงาไปวันต่อวัน
3. เราควร “ให้” จริงๆ ให้แบบไม่ต้องคิดว่าเราจะได้อะไรกลับมา (หัดให้โดยไม่หวังผล)
4. เลิกทำอะไรตามแพทเทิร์นบ้าง ทำสิ่งใหม่ จะได้วิธีใหม่ๆ
5. ลองกินเมนูที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร จะได้รับรสชาติใหม่ๆบ้าง
6. อย่าปล่อยให้คนรักเก่ากลับมาทำอะไรแบบเดิม กลับมาต้องดีกว่าเดิมสินะ
7. อยากได้ก็แค่ทำ ถ้าไม่ทำคือขี้เกียจ
8. ใจเย็นให้เป็น เราควรรู้และมีสติว่าตอนไหนเราต้องใจเย็นและต้องทำให้ได้
9. ใจร้อนให้ถูกเวลา เราควรกุลีกุจอ ใจร้อนในบางสถานการณ์ ไม่อย่างนั้นเราก็จะเป็นคนนิ่งเฉยไปเสียทุกอย่าง
10. พูดขอบคุณให้ติดปาก คำนี้มีพลังผู้ให้และผู้ได้รับ มันทำให้เราเห็นคุณค่าสิ่งที่ได้มา
11. เห็นใครเดือดร้อน ให้ยื่นมือช่วยทันที อย่าคิดว่าไม่ใช่เรื่องของเรา
12. มีอะไรผิดพลาดให้โทษตัวเองก่อนอันดับแรก จะทำให้เราไม่ติดนิสัยกล่าวโทษคนอื่น
13. ให้ดูคนที่คำพูด เชื่อคนที่การกระทำ
14. ใครขี้โม้มา ก็แค่ฟัง มันเป็นวิธีแสดงออกเพื่อให้เขามั่นใจก็แค่นั้น
15. ใครหลงผิด ให้เตือน ถ้าเตือนไม่ฟังก็เป็นกรรมของเขา
16. ใครเล่าเรื่องบนเตียงให้ฟัง ไม่ไว้ใจมาก ก็โม้มาก
17. ถ้าเราได้รับโอกาส ต้องหัดส่งต่อโอกาสให้คนอื่นบ้าง
18. ถ้าเรามีวิชาความรู้แล้ว สำคัญกว่าการใช้ให้เป็น คือการถ่ายทอดให้เป็นต่างหาก
19. การให้ด้วยใจจริงและเจตนาที่บริสุทธิ์ สิ่งที่เราได้รับคือความสุข
20. ลองทำอะไรโดยไม่รับเงินบ้าง แล้วให้ดูว่า เมื่อไม่ได้เงินแล้วเราได้อะไร นั่นคือสิ่งที่เราควรให้และเขาควรได้รับ
21. ใครทำเสียงสองกับเรา แสดงว่ามีเจตนาพิเศษ
22. เหนื่อยมากๆให้กลับไปหาเพื่อนสมัยเรียน นั่นคือจุดที่เป็นตัวเองมากที่สุด
23. เข้าใจตัวเองให้มากๆ และเข้าใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามากๆ แล้วจะเลิกตัดพ้อไปเอง
24. เหนื่อยก็พักได้ ไม่มีใครว่าอะไรหรอก พักแบบปิดคอม ปิดมือถือ เลิกโซเชียลแปปนึง เดี๋ยวมีพลัง
25. อะไรที่ผิด อย่าไปกล่าวโทษซ้ำเติมมาก เพราะผิดเป็นประสบการณ์
26. เวลาได้ทำอะไรแล้ว ทำให้ดี ใส่ใจให้มาก เพราะเราอาจได้ทำสิ่งนั้นแค่ครั้งเดียว
27. เราไม่ควรดูถูกใครเลยบนโลกใบนี้
28. ยิ่งรู้สึกดีมากๆ นั่นอาจจะหลงอยู่
29. จงทำงานเพื่อให้รู้ว่าได้ให้อะไรกับสิ่งนั้น และ เราได้อะไรจากสิ่งนั้น
30. คนแรกที่คิดถึง คือ พ่อและแม่


31. ถ้ายังตั้งหลักไม่ได้ ยังเลี้ยงดูตัวเองไม่ได้ ยังเลี้ยงพ่อแม่ไม่ได้ อย่าเพิ่งมีแฟนเลย
32. ดูแลตัวเองได้ในระยะสั้นและระยะยาวเมื่อไหร่ มีแฟนไปเลย ถ้าเลิกแล้วตัวเองก็ยังดูแลตัวเองได้ แต่ถ้าคบไปยาวๆเราก็สามารถดูแลเขาได้สบาย มันเริ่มจากการต่อยอดจากตัวเอง
33. ผู้หญิงสวย อยู่ที่ความคิด ผู้หญิงงาม อยู่ที่การกระทำ
34. สำหรับคนรักกัน ทะเลาะกันแค่นาทีเดียว แล้วพาลให้เลิกกัน ต่อมาคือประชดประชันกัน ทำไมไม่คิดถึงเวลาไม่รู้กี่ปีที่รู้จักกัน
35. งานบางงานอาจต้องทำเกินหน้าที่ไปบ้าง อย่าไปคิดว่าขาดทุนเลย กำไรทั้งนั้น ยิ่งทำยิ่งรู้
36. จริงจังกับทุกอย่างที่ทำ เดี๋ยวต้องได้ดี
37. ผู้ชายที่ใช้ผู้หญิงเป็นเครื่องมือบริหารความhotให้ตัวเอง ดูง่ายมากกกกกกกก
38. ถ้าเราและเขายินดีที่จะคบกันแบบหลบๆซ่อนๆ นั่นไม่ใช่ความรัก แต่เป็นความเห็นแก่ตัวของคนทั้งคู่
39. อย่าให้ใจใครไปซะหมด เผื่อใจไว้ดูแลตัวเองตอนผิดหวังบ้าง
40. ลองทำอะไรเกินตัวดูบ้าง จะได้รู้ว่าเราทำได้แค่ไหน มันอาจจะมากกว่าปีก่อนก็ได้
41. กัลยาณมิตรเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา สัมผัสได้จริงๆจากใจ
42. หลายครั้งที่ลูกค้ากลายเป็นพี่เป็นเพื่อนเป็นน้องที่นับถือกัน นั่นคือเราไม่ได้ทำธุรกิจระหว่างกันและกัน แต่เรากำลังเกื้อหนุนกันและกันต่างหาก
43. ทุกครั้งที่มีคนเข้ามาทำความรู้จัก มันมีเจตนาซ่อนอยู่ เจตนาอะไรค่อยๆดู
44. ยิ่งอายุมากขึ้น ขี้เกียจคุยนานๆ
45. อย่าเพิ่งไปเชื่อใคร ถ้าเขาบอกว่าคนนี้ไม่น่ารัก เพราะคนนั้นอาจจะทำตัวไม่น่ารักก่อนก็ได้ ความไม่น่ารักมันเลยตีกลับ
46. ได้รับอะไร อย่าลืมตอบแทน
47. อย่าเทใครง่ายๆ กว่าจะมาเจอกันไม่ได้ง่ายเลย
48. เวลาเจอใครที่คลิกกันจริงๆ เราแทบไม่ต้องคิดเลยว่า จะชวนคุยอะไรดี จะต้องทำตัวอะไรดี
49. ตอนเจอเรื่องที่ผิดหวัง รีบหาข้อดีของมันก่อน จะได้ไม่ฟูมฟายมาก
50. คนใดที่ขึ้นชื่อว่าเพื่อน ในนั้นมีความจริงใจอยู่เต็มๆ ถ้าไม่มีก็คือธุรกิจ
51. ตรงไปตรงมากับความรู้สึกตัวเองให้มากที่สุด แล้วจะไม่มีอะไรยากที่คนอื่นๆจะเข้าใจ
52. ถ้ารู้ว่าตัวเองพูดไม่รู้เรื่อง ต้องหัดคิด ใจเย็น มีสติ และเรียงลำดับ
53. เหตุการณ์ไหนที่เราเตือนตัวเองว่าต้องมีสติมากๆ แสดงว่ากำลังอันตรายต่อใจ
54. เรื่องบางเรื่องไม่มีใครผิดใครถูก แค่อยู่กันคนละด้าน เรียนรู้กันคนละแบบ พูดกันคนละภาษา
55. ทำสิ่งใดได้ดี ต้องพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ อย่าหยุด
56. เวลาใครชมว่าเก่ง ว่าดี ให้พูดว่าขอบคุณ แล้วคิดต่อ..
57. เหนือเราก็ยังมีคนอื่น
58. ลองเปิดใจกับสิ่งไหนแล้ว สิ่งนั้นยังมีความอะไรก็ไม่รู้อยู่ ก็เลิกโฟกัสไปเลย
59. ชีวิตเราเลือกได้ แล้วต้องเลือกให้ถูก
60. คนรวย คนจน คนกลางๆ ทุกคนล้วนต้องการความสุขที่เกิดขึ้นในใจ และคุณค่าที่เกิดจากตัวเอง
61. เพื่อนคือคนที่เรายอมเปิดโอกาสให้มันแบบไม่ต้องนับครั้ง แต่คนรักมีโอกาสให้ 2 ครั้งพอ ให้โอกาสและให้อภัย
62. ผิดใจกันในวันนี้ อย่าเพิ่งตัดขาดกันเลย เผื่อใจไว้ให้มองหน้ายิ้มให้กันในวันพรุ่งนี้บ้าง
63. ยังไม่ได้ทำอะไรเลย อย่าเพิ่งหวังสิ่งตอบแทน
64. อยากกินอะไรก็กินไปเถอะ อ้วนมากเดี๋ยวก็หาวิธีจัดการเอง
65. ใครที่โทรหาแล้วบอกว่าไม่มีอะไรแค่คิดถึง คือจดจำเลย
66. ใครที่โทรหาเฉพาะที่มีงานให้เรา แสดงว่าเขาเห็นศักยภาพเราล่ะสิ
67. การให้โอกาสคน โคตรมีค่ากับเขา
68. ทุกวันนี้ใจเย็นขึ้นมาก ตั้งแต่ได้ทำงานแก้ปัญหาให้คน เพราะใจร้อนปุ๊ปจะพังเลย
69. ความโลภคือสิ่งที่อันตรายกว่าสุราและสารเสพติด เพราะอาจจะมีโดยไม่รู้ตัว เอฟเฟคน่ากลัวมหาศาล
70. อยู่ตรงไหนแล้วไม่มีใครให้เกียรติเรา อย่าไปอยู่


71. เจอคนที่พูดจายกตนข่มคนอื่น พูดเอาดีเข้าตัว พูดสร้างภาพ พูดยกยอตัวเอง คิดอย่างเดียว “เขาคงมีกรรม”
72. ทำอะไรก็ตาม ทุกอย่างมีขั้นตอน เพราะฉะนั้นอย่าทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มา เดี๋ยวจะเคยตัวยอมทำอะไรผิดๆเพื่อให้ได้มา
73. คนจริง ดูตอนเราลำบาก เราเจอปัญหา
74. วิธีจับคนขี้เม้า สงสัยใครให้เล่าเรื่องไม่จริงให้คนนั้นฟัง อีกวันสองวันเรื่องนั้นเข้าหูก็ชัวเลย จำหน้าไว้ 555 (จับได้โดยละม่อม)
75. อยากให้เรื่องไหนถูกบอกต่อ ให้เล่าอย่างที่อยากให้เม้า เพราะพื้นฐานของมนุษย์คือผู้ที่ไม่มีความลับบนโลก
76. เวลาจะชื่นชมผู้ชายสักคน ชอบชื่นชมในเพลงที่เขาฟัง หนังสือที่เขาอ่าน ทัศนคติที่เขามี
77. เราไม่กินอะไร วันนึงเราก็จะกินมันได้ วันนี้กินผักและกินกาแฟได้แล้วนะ อะไรที่ทำไม่ได้เดี๋ยวก็ทำได้เอง
78. มีประสบการณ์กับสิ่งไหน ครั้งต่อไปให้เอาประสบการณ์ครั้งก่อนมาตั้งเป็นสมมติฐานไว้เลย
79. ทำงานเหนื่อยมาก อยากได้อะไรซื้อไปเลย ไม่ต้องกลัวเงินหมดเพราะเราจะรู้เองว่า ซื้อได้แค่ไหน
80. ใครที่ดีกับเรามากๆ ไม่เจตนาดีก็เจตนาไม่ดี ไม่มีครึ่งๆกลางๆแน่นอน
81. อย่าเชื่อใครที่วัตถุสิ่งของและคำพูด
82. อะไรที่ให้เรารอคอย ดูแล้วเนิ่นนาน มีค่าทั้งนั้น
83. พาตัวเองไปเที่ยวแล้ว อย่าลืมพาแม่ไปเที่ยวบ้าง
84. เวลาจะให้โอกาสกับใคร ให้ดูแววตา ความตั้งใจ ความกุลีกุจอ ความกระเหี้ยนกระหาย ความเป็นเดือดเป็นร้อน ถ้าคนนั้นมี ให้ไปเลย แต่ถ้าพบแต่ความนิ่งเฉย ก็อย่าไปให้เลยมันอาจไม่ใช่โอกาสของเขา
85. เวลาจากใครไปอย่างเงียบๆ คือหมดประโยคสนทนาแล้ว จากนั้นก็ให้เวลาเป็นตัวสร้างบทสนทนาใหม่ก็แล้วกัน
86. เราไม่ควรมีคนที่เจอหน้ากันแล้วไม่พูดกัน ไม่ควรมีแม้แต่คนเดียว มันเป็นเรื่องผิดปกติของมนุษย์มาก
87. อยากหุ่นดีก็ออกกำลังกาย หิวก็กิน ทำๆให้มันบาลานซ์ อย่าไปกฏเกณฑ์อะไรมากเลย
88. สร้างงานแล้วอย่าลืมสร้างคน
89. อย่ายอมทำอะไรที่ไม่ใช่ตัวเอง มันเมื่อย
90. มนุษย์ชอบทำสิ่งตรงข้าม เวลาเจออะไรให้คิดตรงข้ามเลย แล้วจะมีคำตอบอยู่ในนั้น
91. คนที่เคยเกลียดกัน ทำร้ายกัน กลับมาคุยกันได้เพราะคำสองคำ ขอโทษและให้อภัย
92. กับบางคนไม่เคยเจอหน้ากันเลย แต่เหมือนสนิทกันมาก เพราะอะไรก็ไม่รู้ อันนี้ไม่มีคำตอบ 555
93. ทำอะไรที่ดีต่อใจ คือดีที่สุดแล้ว แต่ใจควรบริสุทธิ์นะ
94. คนเรามีมุมดาร์กๆของตัวเองทั้งนั้น แล้วไม่มีใครอยากขุดอะไรพวกนั้นออกมาใช้หรอกถ้าไม่จำเป็นจริงๆ
95. พ่อกับแม่นี่แหละเป็นโค้ชที่เจ๋งที่สุด เพราะเชื่อพ่อแม่แล้วได้ดี อันนี้เรื่องจริง
96. เวลาได้ยินใครเม้าอะไรเราเสียๆหาย คิดซะว่า เป็นกรรมของเขา
97. อย่าทำอะไรแค่ถูกใจ ให้ทำให้ถูกต้องก่อน แล้วค่อยถูกใจ แล้วจะไม่มีอะไรผิดพลาด ถ้าทำไม่ได้ให้เลิกทำ
98. เดี๋ยวนี้เจอใครกระทำไม่ดี หรือ พูดไม่ดีใส่ เมินเลยอ่ะ คาบอนไดอ็อกไซด์ชัดๆ
99. คนเราล้วนมีเหตุผล ถ้าไม่มีก็อารมณ์แล้วแหละ ดูให้ดีแล้วอย่าไปขึ้นลงตามอารมณ์ใคร
100. ทำทุกอย่างให้ถูกต้องที่สุด เอาไว้ตอบคำถามเวลามีปัญหา

100 ข้อนี้ คิดว่าจะเป็นประโยชน์กับคนอ่านไม่มากก็น้อย ลองหยิบจับไปใช้กันดูนะคะ

ขอบคุณข้อมูล https://pantip.com/topic/35965342